| Nong-Plub sous le brouillard. |
วันพฤหัสบดีที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555
วันศุกร์ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555
วันเสาร์ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555
เครื่องประหารชีวิต La Guillotine
กิโยติน (La Guillotine) คือเครื่องมือที่ใช้ในการลงโทษโดยการตัดคอ กิโยตินประกอบโครงโดยส่วนมากจะเป็นไม้ ไว้สำหรับแขวนใบไม้รูปสี่เหลี่ยมคางหมู น้ำหนักประมาณ 40 กก. ใบมีดจะถูกแขวนไว้ในส่วนบนสุด ภายใต้ใบมีดจะเป็นส่วนที่ให้ผู้ถูกลงโทษวางหัว โดยเมื่อเชือกได้ถูกปล่อยหรือตัดลง ใบมีดที่หนักจะหล่นลงไม้ในระยะทางประมาณ 2.3 เมตร และตัดหัวผู้ถูกลงโทษ (ความสูงและน้ำหนักตามมาตรฐานกิโยตินฝรั่งเศส)
ถึงแม้ว่าประเทศฝรั่งเศสได้ชื่อว่าเป็นประเทศแรกที่ใช้การประหารชีวิตด้วยกิโยติน นิโคลัส เจ. เพลเลทีเยร์ (Nicolas J. Pelletier) โจรปล้นสัญจรถูกประหารชีวิตด้วยกิโยตินเป็นคนแรกเมื่อวันที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2335 (ค.ศ. 1792) ในช่วงเวลาใกล้เคียงกันในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 16 สหราชอาณาจักร มีเครื่องลงโทษลักษณะที่คล้ายกันชื่อ จิบบิต (gibbet) และมีเครื่องลงโทษลักษณะคล้ายกันใน ประเทศอิตาลี และ สวิตเซอร์แลนด์
จิบบิต
แอนทวน หลุยส์ (Antoine Louis) สมาชิกของกลุ่ม Académie Chirurgical เป็นบุคคลที่คิดค้นการทำงานของเครื่องกิโยติน โดยเครื่องกิโยตินตอนแรกได้ใช้ชื่อว่า หลุยซอง (Louison) หรือ หลุยเซท (Louisette) แต่ได้ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น "กิโยติน" ตามชื่อของ ดร. โจเซฟ-อิกเนซ กิโยติน (Joseph-Ignace Guillotin) แพทย์ชาวฝรั่งเศส เป็นผู้เสนอแนะการประหารชีวิตโดยการตัดคอ ภายหลัง ดร.กิโยติน ได้เปลี่ยนนามสกุล เนื่องจากไม่ต้องการใช้ชื่อสกุล เป็นคำเดียวกับวิธีการประหารชีวิต
ดร.กิโยติน
การใช้เครื่องกิโยตินแทนการประหารชีวิตแบบเก่า โดยเหตุผลว่าเป็นการประหารชีวิตของมนุษย์ ก่อนการปฏิวัติฝรั่งเศสผู้มีชื่อเสียงจะถูกตัดคอโดยดาบหรือขวาน ในขณะที่ชาวบ้านทั่วไปจะถูกแขวนคอ หรือวิธีการประหลาดต่างๆ ในช่วงของยุคกลาง(เช่น ถูกเผา หรือมัดกับล้อไม้) ในการตัดคอหลายครั้งที่ การตัดคอไม่สำเร็จในดาบแรก ซึ่งทำให้เกิดการทรมานต่อผู้ถูกประหารชีวิต ซึ่งการใช้กิโยตินจะทำให้ผู้ถูกประหารชีวิตเจ็บปวดน้อยที่สุด ในช่วงปฎิวัติฝรั่งเศส มีผู้ถูกประหารชีวิตด้่วยกิโยตินอย่างน้อย 20,000 คน โดยการประหารด้วยกิโยตินถือเป็นที่สนใจของบุคคลทั่วไปเช่นกัน
กิโยตินถือเป็นเครื่องประหารชนิดเดียวที่ถูกกฎหมายจนกระทั่ง การยกเลิกกฎหมายประหารชีวิตในปี พ.ศ. 2424 (ค.ศ. 1981) โดยบุคคลสุดท้ายที่ถูกประหารชีวิตด้วยกิโยตินคือ ยูจีน เว็ดแมนน์ (Eugene Weidmann) ฆาตกรสังหารผู้อื่น 5 ศพ โดยถูกตัดหัวเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2482 (ค.ศ. 1939) เวลา 16:32 ภายนอกคุก Saint-Pierre rue Georges Clemenceau 5 ที่เมืองแวร์ซายส์
การเหยียดสีผิวและเชื้อชาติ
หนึ่งปีในฝรั่งเศส : การเหยียดผิว
เรื่องการเหยียดสีผิวและเชื้อชาติ
คำถามพบบ่อยที่ถือเป็นเรื่องซีเรียสอีกเรื่องหนึ่งคือ “ประเทศที่เรากำลังจะไปอยู่นั้น มีพวกเหยียดสีผิว หรือพวกชิงชังคนต่างชาติ (Racialism) บ้างไหม”
ต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่า มนุษย์เราทุกชาตินั้น มีความแตกต่างหลากหลายกันไปแต่ละคน เราคงไม่อาจหาข้อสรุปได้ง่ายๆ ว่าคนชาตินั้นชาตินี้เหยียดชาติเหยียดผิวหรือไม่ เพราะต่างคนก็ต่างกันไป แต่จะมากจะน้อยหรือไม่นั่นอีกเรื่องหนึ่ง และความเป็นจริงที่เจ็บแสบอีกอย่างหนึ่ง คือว่า มนุษยชนทุกชาติ ล้วนชอบแต่จะเหยียดเชื้อชาติที่ตนเห็นว่าต่ำกว่าหรือด้อยกว่าทั้งสิ้น ไม่มียกเว้น ... คนฝรั่งขาวเหยียดคนดำ คนดำกับฝรั่งเหยียดคนเอเชีย คนเอเชียที่รวย เหยียดคนเอเชียที่จน คนจีนเมืองชั่งไก่ (เซี่ยงไฮ้) ดูถูกคนจีนเมืองอื่นๆ คนไทย ดูถูกประเทศเพื่อนบ้านเกือบหมด ถึงขนาดเอาชื่อเชื้อชาติๆหนึ่ง มาใช้เป็นคำเหยียดหยามรสนิยม (ที่ผมว่าเลวกว่าฝรั่งเหยียดผิวอีก) กระทั่งชาวเขาเผ่าหนึ่ง ก็จะเหยียดชาวเขาอีกเผ่าหนึ่งว่าด้อยปั๊ดตะนากว่าตน ... นี่เป็นเรื่องจริงที่เคยไปพบมา
ดังนั้นก็จงทำใจ และมองว่าการเหยียดผิดและการเหยียดเชื้อชาติ เป็นเรื่องที่อาจจะมีและอาจพบเจอได้ทั้งโลก หากท่านได้พบผู้ที่จิตใจยังไม่เจริญเท่าที่ควร
ดังนั้นก็จงทำใจ และมองว่าการเหยียดผิดและการเหยียดเชื้อชาติ เป็นเรื่องที่อาจจะมีและอาจพบเจอได้ทั้งโลก หากท่านได้พบผู้ที่จิตใจยังไม่เจริญเท่าที่ควร
สำหรับประเทศฝรั่งเศสนั้นแต่ดั้งเดิมมาไม่มีวัฒนธรรมเหยียดผิว เพราะประเทศนี้ค่อนข้างอยู่กันมานานโดยกลมกลืนกับคนต่างสีผิว เนื่องจากประเทศนี้มีอาณานิคมมาก และคนในอาณานิคมก็ถือเป็นคนฝรั่งเศส แม้อาณานิคมนั้นจะล่มไปเกือบหมด แต่คนในบังคับเดิมที่ไม่อยากเป็นเอกราชก็ขอมาเป็นคนฝรั่งเศสอยู่ฝรั่งเศส เราจึงได้เจอคนฝรั่งเศสขาวแบบฝรั่งแท้ คนฝรั่งเศสดำเหมือนพวกนักฟุตบอล ที่มีเชื้อชาติจากแอฟริกากลางและใต้ เช่นแคเมอรูนและเซเนกัล ฝรั่งเศสแดง ซึ่งหมายถึงคนเชื้อชาติแอฟริกาเหนือ เช่นพวกโมร๊อคโค ตูนิสเซีย และคนฝรั่งเศสชนิดหน้าเหมือนคนไทย คือคนเชื้อชาติลาวและกัมพูชานั่นเอง
แม้ฝรั่งเศสจะมีพรรคบ้าชาตินิยมอยู่พรรคหนึ่งที่มีนโยบายต่อต้านคนต่างชาติ แต่โดยทั่วไปแล้วคนฝรั่งเศสไม่ค่อยจะเหยียดสีผิว นอกจากบางคนชอบเหยียดคนต่างชาติอยู่บ้าง ซึ่งก็อย่างที่ผมบอกไปตอนต้น มันเป็นเรื่องธรรมดา อีกอย่าง คือคนฝรั่งเศสจะไม่อยากคุยกับคนต่างชาติที่ไม่พูดภาษาฝรั่งเศส ดังนั้นถ้าคุณพูดภาษาฝรั่งเศสได้ เขาจะเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือเลยทีเดียว
แต่อย่างไรก็ตาม ในช่วงห้าปีที่ผ่านมา มีปรากฏการณ์ที่ทำให้คนฝรั่งเศสเริ่มเปลี่ยนไปในทางที่แย่ลงเกี่ยวกับคนต่างชาติ คือ การเจริญเติบโตและยิ่งใหญ่ของเอเชีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือจีนในช่วงห้าหกปีที่ผ่านมา สินค้าจีนเข้ามาตีตลาดในยุโรปได้มากขึ้น รวมทั้งอุตสาหกรรมของฝรั่งเศสก็ย้ายฐานการผลิตไปผลิตที่จีนกันมาก เนื่องจากต้องกการลดต้นทุน สิ่งนี้เกิดผลกระทบสองทาง คือทำให้อุตสาหกรรมขนาดกลางและเล็กของฝรั่งเศสต้องปิดตัวลง เพราะไม่สามารถแข่งขันกับสินค้าจีนได้ ส่วนอุตสาหกรรมใหญ่ๆ ก็อย่างที่ว่า ย้ายฐานการผลิต และปิดโรงงานของตนในฝรั่งเศสลงไปจำนวนมาก ทั้งสองทางเป็นเหตุที่ส่งผลลัพท์ออกมาเหมือนๆกัน คือ คนฝรั่งเศสจำนวนมากต้องตกงาน และอัตราการว่างงานของเด็กที่เรียนจบสูงขึ้นมากจนน่าวิตก เป็นอันดับหนึ่งของยุโรปแล้ว คือตอนนี้ตกประมาณสิบกว่าๆเปอร์เซ็นต์
คนฝรั่งเศสที่ตกงาน หรือหางานไม่ได้นั้น ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มแรงงาน คือคนงานตามโรงงาน หรือเสมียนสำนักงานที่ไม่มีทักษะพิเศษ เนื่องจากคนฝรั่งเศสจริงๆ บางคนเรียนถึงแค่สอบผ่านประกาศนียบัตรมัธยมปลาย (เรียกว่า บั๊ค – Baccalauréat) หรือภาคบังคับในสมัยก่อนก็หางานทำได้ไม่จำเป็นต้องไต่เต้าถึงมหาวิทยาลัย เนื่องจากรัฐสวัสดิการที่ดีและช่องว่างทางสังคมที่น้อย ทำให้มีงานการทำมีบ้านมีรถอยู่ไปตามอรรถภาพโดยไม่ต้องดิ้นรนจนเกินไปทั้งเรื่องงานและการศึกษา แต่เมื่อเกิดความเปลี่ยนแปลงดังที่ว่า คนกลุ่มนี้ก็ตกงานกันขึ้น หรือเด็กที่เรียนจบมัธยมปลายหรือมหาวิทยาลัยที่ไม่มีความสามารถพิเศษหรือไม่ใช่สายงานเฉพาะ ก็จะหางานทำได้ยากขึ้น
คนกลุ่มนี้บางคนเป็นพวกที่คิดว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับตนเป็นความผิดของคนอื่น แน่นอนคนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นคนที่พื้นฐานความคิดและสติปัญญาไม่สูงนัก ดังนั้นเมื่อตกงาน (ซึ่งบางทีไม่เกี่ยวกับปัญหาเรื่องที่ว่าหรอก ทำงานห่วยเขาก็ให้ออกก็มี) ก็โทษว่า เพราะพวกคนจีนนี่แหละ ทำให้ตูตกงาน นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่นอีกเล็กๆ เช่น ตอนนี้ที่ฝรั่งเศสกำลังคล้ายๆเมืองไทยอย่าง คือ “เห่อจีน” มีการสอนภาษาจีนในโรงเรียน แฟชั่นจีนอินเทรนไปเมื่อปีก่อนโน้น (มีผ้าลายจีน หรือกี่เพ้าสำหรับเด็กขายในคาร์ฟูด้วย) ช่วงตรุษจีนปีนี้ห้างสรรพสินค้าบางแห่งมีโปรโมชั่น รวมทั้งกระแสของนักท่องเที่ยวชาวจีนที่เริ่มหลั่งไหลมาฝรั่งเศส หอไอเฟลต้องจัดคนพูดภาษาจีนไว้ด้วย ฯลฯ มันก็ธรรมดา มากไปก็มีบางคนหมั่นไส้กระแสจีนเข้าเสีย
เมื่อคนกลุ่มนี้มีมากขึ้นเพราะปัญหาทางเศรษฐกิจดังกล่าวและการเปลี่ยนแปลงทางสังคมเช่นนี้ พวก Rasime ที่ต่อต้านคนจีน (ที่พ่วงเอาคนเอเชียที่หน้าคล้ายๆ ชาวจีนเข้าไปด้วย) จึงเริ่มเพิ่มมากขึ้นในฝรั่งเศส แม้จะไม่มากจนพบได้ง่ายๆ หรือเดินตามถนนแล้วโดนเอาไข่ปา แต่ก็ถือว่า “มี” อยู่ ซึ่งถ้าเจออะไรแปลกๆ ก็ต้องระวังไว้ การเลือกปฏิบัตินั้นมีอยู่และมีจริง หรือคนแสดงความไม่เป็นมิตรเพราะเราเป็นคนเอเชียหรือหน้าเหมือนคนจีน เช่นผมเองเคยถูกคนข้างห้องตะวาดว่า “ไอ้งั่ง” ทั้งๆที่ทักทายเขาดีๆตามมารยาท
แม้ฝรั่งเศสจะมีพรรคบ้าชาตินิยมอยู่พรรคหนึ่งที่มีนโยบายต่อต้านคนต่างชาติ แต่โดยทั่วไปแล้วคนฝรั่งเศสไม่ค่อยจะเหยียดสีผิว นอกจากบางคนชอบเหยียดคนต่างชาติอยู่บ้าง ซึ่งก็อย่างที่ผมบอกไปตอนต้น มันเป็นเรื่องธรรมดา อีกอย่าง คือคนฝรั่งเศสจะไม่อยากคุยกับคนต่างชาติที่ไม่พูดภาษาฝรั่งเศส ดังนั้นถ้าคุณพูดภาษาฝรั่งเศสได้ เขาจะเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือเลยทีเดียว
แต่อย่างไรก็ตาม ในช่วงห้าปีที่ผ่านมา มีปรากฏการณ์ที่ทำให้คนฝรั่งเศสเริ่มเปลี่ยนไปในทางที่แย่ลงเกี่ยวกับคนต่างชาติ คือ การเจริญเติบโตและยิ่งใหญ่ของเอเชีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือจีนในช่วงห้าหกปีที่ผ่านมา สินค้าจีนเข้ามาตีตลาดในยุโรปได้มากขึ้น รวมทั้งอุตสาหกรรมของฝรั่งเศสก็ย้ายฐานการผลิตไปผลิตที่จีนกันมาก เนื่องจากต้องกการลดต้นทุน สิ่งนี้เกิดผลกระทบสองทาง คือทำให้อุตสาหกรรมขนาดกลางและเล็กของฝรั่งเศสต้องปิดตัวลง เพราะไม่สามารถแข่งขันกับสินค้าจีนได้ ส่วนอุตสาหกรรมใหญ่ๆ ก็อย่างที่ว่า ย้ายฐานการผลิต และปิดโรงงานของตนในฝรั่งเศสลงไปจำนวนมาก ทั้งสองทางเป็นเหตุที่ส่งผลลัพท์ออกมาเหมือนๆกัน คือ คนฝรั่งเศสจำนวนมากต้องตกงาน และอัตราการว่างงานของเด็กที่เรียนจบสูงขึ้นมากจนน่าวิตก เป็นอันดับหนึ่งของยุโรปแล้ว คือตอนนี้ตกประมาณสิบกว่าๆเปอร์เซ็นต์
คนฝรั่งเศสที่ตกงาน หรือหางานไม่ได้นั้น ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มแรงงาน คือคนงานตามโรงงาน หรือเสมียนสำนักงานที่ไม่มีทักษะพิเศษ เนื่องจากคนฝรั่งเศสจริงๆ บางคนเรียนถึงแค่สอบผ่านประกาศนียบัตรมัธยมปลาย (เรียกว่า บั๊ค – Baccalauréat) หรือภาคบังคับในสมัยก่อนก็หางานทำได้ไม่จำเป็นต้องไต่เต้าถึงมหาวิทยาลัย เนื่องจากรัฐสวัสดิการที่ดีและช่องว่างทางสังคมที่น้อย ทำให้มีงานการทำมีบ้านมีรถอยู่ไปตามอรรถภาพโดยไม่ต้องดิ้นรนจนเกินไปทั้งเรื่องงานและการศึกษา แต่เมื่อเกิดความเปลี่ยนแปลงดังที่ว่า คนกลุ่มนี้ก็ตกงานกันขึ้น หรือเด็กที่เรียนจบมัธยมปลายหรือมหาวิทยาลัยที่ไม่มีความสามารถพิเศษหรือไม่ใช่สายงานเฉพาะ ก็จะหางานทำได้ยากขึ้น
คนกลุ่มนี้บางคนเป็นพวกที่คิดว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับตนเป็นความผิดของคนอื่น แน่นอนคนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นคนที่พื้นฐานความคิดและสติปัญญาไม่สูงนัก ดังนั้นเมื่อตกงาน (ซึ่งบางทีไม่เกี่ยวกับปัญหาเรื่องที่ว่าหรอก ทำงานห่วยเขาก็ให้ออกก็มี) ก็โทษว่า เพราะพวกคนจีนนี่แหละ ทำให้ตูตกงาน นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่นอีกเล็กๆ เช่น ตอนนี้ที่ฝรั่งเศสกำลังคล้ายๆเมืองไทยอย่าง คือ “เห่อจีน” มีการสอนภาษาจีนในโรงเรียน แฟชั่นจีนอินเทรนไปเมื่อปีก่อนโน้น (มีผ้าลายจีน หรือกี่เพ้าสำหรับเด็กขายในคาร์ฟูด้วย) ช่วงตรุษจีนปีนี้ห้างสรรพสินค้าบางแห่งมีโปรโมชั่น รวมทั้งกระแสของนักท่องเที่ยวชาวจีนที่เริ่มหลั่งไหลมาฝรั่งเศส หอไอเฟลต้องจัดคนพูดภาษาจีนไว้ด้วย ฯลฯ มันก็ธรรมดา มากไปก็มีบางคนหมั่นไส้กระแสจีนเข้าเสีย
เมื่อคนกลุ่มนี้มีมากขึ้นเพราะปัญหาทางเศรษฐกิจดังกล่าวและการเปลี่ยนแปลงทางสังคมเช่นนี้ พวก Rasime ที่ต่อต้านคนจีน (ที่พ่วงเอาคนเอเชียที่หน้าคล้ายๆ ชาวจีนเข้าไปด้วย) จึงเริ่มเพิ่มมากขึ้นในฝรั่งเศส แม้จะไม่มากจนพบได้ง่ายๆ หรือเดินตามถนนแล้วโดนเอาไข่ปา แต่ก็ถือว่า “มี” อยู่ ซึ่งถ้าเจออะไรแปลกๆ ก็ต้องระวังไว้ การเลือกปฏิบัตินั้นมีอยู่และมีจริง หรือคนแสดงความไม่เป็นมิตรเพราะเราเป็นคนเอเชียหรือหน้าเหมือนคนจีน เช่นผมเองเคยถูกคนข้างห้องตะวาดว่า “ไอ้งั่ง” ทั้งๆที่ทักทายเขาดีๆตามมารยาท
ซึ่งบางที, พูดก็พูดเถอะ คนจีนและคนเอเชียอย่างเราๆ ส่วนใหญ่เป็นผู้มีสัญชาติญาณการเอาตัวรอดและรักษาประโยชน์ของตัวเองค่อนข้างสูง จนบางครั้งหมิ่นเหม่ต่อการ “ล้ำเส้น” (หรือพูดแรงๆว่า “โกง”) เจ้าของประเทศเขาเสียให้อย่างนั้น เช่น เพื่อนจีนคนหนึ่ง พูดอวดขึ้นมากลางห้องเรียนว่า สามารถขอความช่วยเหลือค่าเช่าบ้านได้มากขึ้น หากแชร์บ้านกับเพื่อนแล้วแจ้งว่าเป็นคู่ขาที่อยู่กินกัน (ตามกฎหมายฝรั่งเศสยอมรับความสัมพันธ์ในการอยู่ร่วมกันแต่ไม่แต่งงานกันว่าเป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ไม่ว่าจะเพศเดียวกันหรือเพศตรงข้าม เรียกว่า Concubinas ซึ่งรัฐจะให้ความช่วยเหลือด้วยเพราะถือว่าเป็นเหมือนครอบครัวระดับต้น) จนกระทั่งครูผู้สอน แกพูดแดกๆ ว่า “เออ ดีนี่หว่า คนต่างชาติแบบพวกเธอช่วยกันต้มรัฐบาลฝรั่งเศส” ซึ่งสิ่งเหล่านี้ ถ้าเจ้าของประเทศรู้แล้วเขาก็ย่อมไม่พอใจเป็นธรรมดา อันนี้ต้องลองคิดแบบใจเขาใจเรา
ปัญหาอีกอย่างของคนเอเชียเรา โดยเฉพาะเอเชียฝั่งรวยคือญี่ปุ่นหรือเกาหลี คือ ยินดีจ่ายตังค์ แต่ไม่ชอบต่อปากต่อคำหรือมีปัญหา ทั้งนี้อาจจะเพราะนิสัยที่ไม่อยากมีเรื่องหรือยังพูดไม่คล่องก็ไม่ทราบ ทำให้พวกฝรั่งบางคนนิยมเอาเปรียบคนเอเชีย เพราะมองว่าหมู อันนี้ผมเคยเจอกับตัวเมื่อมาอยู่ใหม่ๆ ได้ห้าวัน ผมไปซื้อนมสดที่ซูปเปอร์มาเก็ต มันจะมีนมจวนหมดอายุที่ลดราคาลงไปครึ่งหนึ่ง แต่ต้องกินภายในสามวันซึ่งผมกินทันอยู่แล้ว จ่ายแพงกว่าทำไม แต่ตอนเอาไปคิดเงิน อีตาแคชเชียร์ดันไม่สแกนป้ายลดราคา ทำให้ราคากลายเป็นราคาเดิมที่ไม่ได้ลด คิดเงินจนเสร็จแล้ว เพื่อนเขาก็ทักว่า “นี่คุณไม่ได้คิดราคาลดนี่” อีตาแคชเชียร์คนนั้นคงขี้เกียจแก้ เพราะเท่ากับต้องทำบิลใหม่ เขาก็เลยบอกกับเพื่อน (ซึ่งผมฟังออก) ว่า “ช่างเหอะ อีตาเอเชียนี่ไม่รู้อะไรหรอก”
ที่เจ็บใจคือ ตอนนั้นภาษาผมไม่ดีพอที่จะเถียง อาจจะเพราะกำลังตื่นที่ใหม่ด้วยมั้ง ทั้งที่พูดง่ายๆก็ได้ว่า “ราคาไม่ใช่ ... หรือ” แต่ตอนนั้นก็นึกไม่ออก นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า อย่าคิดว่าฝรั่งมันจะแฟร์ไปเสียทั้งหมด ถ้ามีอะไรก็ให้โวยได้ มันจะเกรงใจเรา พูดไม่เป็นก็ผูกประโยคง่ายๆไว้ก่อนก็ได้ แต่ขอให้เถียง !!! อย่าไปยอมเขา
ปัญหาอีกอย่างของคนเอเชียเรา โดยเฉพาะเอเชียฝั่งรวยคือญี่ปุ่นหรือเกาหลี คือ ยินดีจ่ายตังค์ แต่ไม่ชอบต่อปากต่อคำหรือมีปัญหา ทั้งนี้อาจจะเพราะนิสัยที่ไม่อยากมีเรื่องหรือยังพูดไม่คล่องก็ไม่ทราบ ทำให้พวกฝรั่งบางคนนิยมเอาเปรียบคนเอเชีย เพราะมองว่าหมู อันนี้ผมเคยเจอกับตัวเมื่อมาอยู่ใหม่ๆ ได้ห้าวัน ผมไปซื้อนมสดที่ซูปเปอร์มาเก็ต มันจะมีนมจวนหมดอายุที่ลดราคาลงไปครึ่งหนึ่ง แต่ต้องกินภายในสามวันซึ่งผมกินทันอยู่แล้ว จ่ายแพงกว่าทำไม แต่ตอนเอาไปคิดเงิน อีตาแคชเชียร์ดันไม่สแกนป้ายลดราคา ทำให้ราคากลายเป็นราคาเดิมที่ไม่ได้ลด คิดเงินจนเสร็จแล้ว เพื่อนเขาก็ทักว่า “นี่คุณไม่ได้คิดราคาลดนี่” อีตาแคชเชียร์คนนั้นคงขี้เกียจแก้ เพราะเท่ากับต้องทำบิลใหม่ เขาก็เลยบอกกับเพื่อน (ซึ่งผมฟังออก) ว่า “ช่างเหอะ อีตาเอเชียนี่ไม่รู้อะไรหรอก”
ที่เจ็บใจคือ ตอนนั้นภาษาผมไม่ดีพอที่จะเถียง อาจจะเพราะกำลังตื่นที่ใหม่ด้วยมั้ง ทั้งที่พูดง่ายๆก็ได้ว่า “ราคาไม่ใช่ ... หรือ” แต่ตอนนั้นก็นึกไม่ออก นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า อย่าคิดว่าฝรั่งมันจะแฟร์ไปเสียทั้งหมด ถ้ามีอะไรก็ให้โวยได้ มันจะเกรงใจเรา พูดไม่เป็นก็ผูกประโยคง่ายๆไว้ก่อนก็ได้ แต่ขอให้เถียง !!! อย่าไปยอมเขา
และสุดท้ายนี้ คือคำแนะนำเพื่อหลีกเลี่ยงที่จะถูก Racisme โดยไม่จำเป็น ซึ่งน่าจะใช้กับประเทศอื่นด้วยไม่เฉพาะฝรั่งเศส
- พยายามเรียนรู้วัฒนธรรมของเขาให้มากๆ อย่าพยายามทำตัวให้แปลกแยกแตกต่างจากเขาโดยไม่จำเป็น
- อย่ายกตนข่มท่านในเรื่องเชื้อชาติ แม้เราจะเห็นว่าฝรั่งโง่กว่าเราแต่ไม่ต้องไปบอกเขาก็ได้ อย่าอวดอ้างความยิ่งใหญ่ของประเทศตน เขาจะหมั่นไส้เอา (อันนี้ไม่ค่อยมีปัญหาเพราะคนไทยไม่ค่อยเป็น)
บางครั้งคนฝรั่งเศสบางคนชอบเล่าเรื่องตลก หรือวิจารณ์คนชาติตัวเอง เราตลกกับเขาก็ได้ แต่อย่าไปผสมโรง
- อย่าเอาเปรียบเจ้าของประเทศให้เขารู้หรือจับได้ (ไม่รู้ไม่เป็นไร) เช่น การหนีภาษีโทรทัศน์ หรือการโกง CAF (ที่เล่าให้ฟังไป) การโกงบัตรลดค่าโดยสารรถไฟ หรือการขึ้นรถเมล์แล้วไม่ตอกตั๋วหรือมั่วนิ่มใช้ตั๋วเก่า อย่าเอาเรื่องแบบนี้มาอวดในที่สาธารณะ (และมีคนฝรั่งเศสอยู่) ไม่ดีหรอก นึกถึงหลักใจเขาใจเราบ้าง ว่าถ้ามีคนมาโกงภาษีกับรัฐบาลไทยแล้วมาอวดให้เราฟังเราจะรู้สึกอย่างไร อีกเรื่องที่คนไทยเราชอบเผลอ คือเรื่องการใช้สินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ หรือการไปดาวน์โหลดข้าวของมาฟรีๆจากอินเทอร์เน็ท อันนี้รู้เอง ใช้เอง คุยกันเองได้ แต่อย่าไปอวดกับฝรั่ง ทั้งๆที่พวกเขาก็ทำ แต่ถ้าพวกเราทำ เขาจะรู้สึกว่าเรากำลังเอาเปรียบทรัพย์สินทางปัญญาของพวกเขาซะงั้น
- ถ้าใครถามสัญชาติ ตอบไปตามตรงว่าเป็นคนไทย (เคยเจอคนแปลกๆบางคนไม่ชอบบอกว่าตัวเองเป็นคนไทยนะ) เพราะเมืองไทยในสายตาคนฝรั่งเศสค่อนข้างกลางๆ คือไม่ใช่ประเทศที่ร่ำรวย หรือกำลังจะรวยจนน่าอิจฉา แต่ก็ไม่ใช่ประเทศยากจนข้นแค้นที่น่าสงสาร ส่วนใหญ่คนฝรั่งเศสจะรู้จักประเทศไทยในฐานะของดินแดนท่องเที่ยวที่มีพระอาทิตย์ตลอดปี ประเทศซวยที่โดนสึนามิกลืนหาดสวยๆไป ไม่มากไปกว่านั้น บางทีอาจจะเจอฝรั่งชอบเมืองไทย ชอบดูหนังไทย (ที่มีขายใน FNAC) หรือกินอาหารไทย หรือมีความประทับใจกับประเทศไทยเขาจะมาคุยด้วยอย่างดี ผมเคยเจอกระทั่งฝรั่งบอกว่ารู้จักในหลวงกับพระราชินี รู้จักจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยว่าตั้งตามพระนามของพระมหากษัตริย์ ซึ่งทำให้ได้รู้ว่าฝรั่งที่สนใจเรื่องอะไรเขาจะสนใจจริงๆ
อนึ่ง หากเคราะห์หามยามซวยก็อาจจะไปเจอฝรั่งบ้ากามก็จะนึกถึงแต่เรื่องอย่างว่า ซึ่งก็อย่าไปต่อล้อต่อเถียงกับเขาดีกว่า เพราะเราจะเถียงไม่ชนะหรอก !
- แสดงความชื่นชมกับเจ้าของประเทศและวัฒนธรรมของเขาพอชูรส ไม่ต้องมากไปและไม่ต้องบอกว่าดีกว่าบ้านเราด้วย ให้เขารู้สึกว่าเราเป็นแขกที่ดี
- อย่ายกตนข่มท่านในเรื่องเชื้อชาติ แม้เราจะเห็นว่าฝรั่งโง่กว่าเราแต่ไม่ต้องไปบอกเขาก็ได้ อย่าอวดอ้างความยิ่งใหญ่ของประเทศตน เขาจะหมั่นไส้เอา (อันนี้ไม่ค่อยมีปัญหาเพราะคนไทยไม่ค่อยเป็น)
บางครั้งคนฝรั่งเศสบางคนชอบเล่าเรื่องตลก หรือวิจารณ์คนชาติตัวเอง เราตลกกับเขาก็ได้ แต่อย่าไปผสมโรง
- อย่าเอาเปรียบเจ้าของประเทศให้เขารู้หรือจับได้ (ไม่รู้ไม่เป็นไร) เช่น การหนีภาษีโทรทัศน์ หรือการโกง CAF (ที่เล่าให้ฟังไป) การโกงบัตรลดค่าโดยสารรถไฟ หรือการขึ้นรถเมล์แล้วไม่ตอกตั๋วหรือมั่วนิ่มใช้ตั๋วเก่า อย่าเอาเรื่องแบบนี้มาอวดในที่สาธารณะ (และมีคนฝรั่งเศสอยู่) ไม่ดีหรอก นึกถึงหลักใจเขาใจเราบ้าง ว่าถ้ามีคนมาโกงภาษีกับรัฐบาลไทยแล้วมาอวดให้เราฟังเราจะรู้สึกอย่างไร อีกเรื่องที่คนไทยเราชอบเผลอ คือเรื่องการใช้สินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ หรือการไปดาวน์โหลดข้าวของมาฟรีๆจากอินเทอร์เน็ท อันนี้รู้เอง ใช้เอง คุยกันเองได้ แต่อย่าไปอวดกับฝรั่ง ทั้งๆที่พวกเขาก็ทำ แต่ถ้าพวกเราทำ เขาจะรู้สึกว่าเรากำลังเอาเปรียบทรัพย์สินทางปัญญาของพวกเขาซะงั้น
- ถ้าใครถามสัญชาติ ตอบไปตามตรงว่าเป็นคนไทย (เคยเจอคนแปลกๆบางคนไม่ชอบบอกว่าตัวเองเป็นคนไทยนะ) เพราะเมืองไทยในสายตาคนฝรั่งเศสค่อนข้างกลางๆ คือไม่ใช่ประเทศที่ร่ำรวย หรือกำลังจะรวยจนน่าอิจฉา แต่ก็ไม่ใช่ประเทศยากจนข้นแค้นที่น่าสงสาร ส่วนใหญ่คนฝรั่งเศสจะรู้จักประเทศไทยในฐานะของดินแดนท่องเที่ยวที่มีพระอาทิตย์ตลอดปี ประเทศซวยที่โดนสึนามิกลืนหาดสวยๆไป ไม่มากไปกว่านั้น บางทีอาจจะเจอฝรั่งชอบเมืองไทย ชอบดูหนังไทย (ที่มีขายใน FNAC) หรือกินอาหารไทย หรือมีความประทับใจกับประเทศไทยเขาจะมาคุยด้วยอย่างดี ผมเคยเจอกระทั่งฝรั่งบอกว่ารู้จักในหลวงกับพระราชินี รู้จักจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยว่าตั้งตามพระนามของพระมหากษัตริย์ ซึ่งทำให้ได้รู้ว่าฝรั่งที่สนใจเรื่องอะไรเขาจะสนใจจริงๆ
อนึ่ง หากเคราะห์หามยามซวยก็อาจจะไปเจอฝรั่งบ้ากามก็จะนึกถึงแต่เรื่องอย่างว่า ซึ่งก็อย่าไปต่อล้อต่อเถียงกับเขาดีกว่า เพราะเราจะเถียงไม่ชนะหรอก !
- แสดงความชื่นชมกับเจ้าของประเทศและวัฒนธรรมของเขาพอชูรส ไม่ต้องมากไปและไม่ต้องบอกว่าดีกว่าบ้านเราด้วย ให้เขารู้สึกว่าเราเป็นแขกที่ดี
ลองนึกภาพว่าถ้าเรามีบ้าน แล้วมีแขกมาบ้าน เราอยากให้แขกทำอะไร และไม่อยากให้แขกทำอะไรเอาไว้ ก็พอจะอยู่กับเจ้าของประเทศไปได้โดยเขาไม่รังเกียจรังชังกระมัง
โดยสรุป ถ้าผ่านพ้นความยากของกำแพงภาษา ประเทศฝรั่งเศสเป็น “เมืองฝรั่ง” ที่ค่อนข้างน่าอยู่ เพราะนิสัยคนฝรั่งเศสนั้นเป็นคนง่ายๆ ไม่เคร่งเครียดหรือวินัยจัด ไม่มากเรื่องหรือดูถูกคน ไม่ได้โกลาหลแบบไร้ระเบียบ และก็มีวัฒนธรรมที่งามซึ่งให้เกียรติเพื่อนมนุษย์ และไม่ค่อยมีปัญหาก่อการร้ายเหมือนหลายๆประเทศ ไม่เหยียดสีผิวหรือเชื้อชาติจนเป็นปัญหา ค่าครองชีพก็ไม่สูงนักถ้าเทียบกับเมืองฝรั่งอื่นๆ ค่าเล่าเรียนถูกเหมือนได้เปล่า มีสวัสดิการดีที่ไม่แบ่งว่าเป็นคนฝรั่งเศสหรือคนต่างชาติ ถ้าสามารถเข้าใจและปรับตัว เราจะสามารถอยู่ในประเทศนี้ได้อย่างมีความสุขจนจบภารกิจของท่าน และเดินทางกลับบ้านเกิดเมืองนอน
วันอังคารที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2555
"Nero Burning Rom"
"ที่มาของชื่อโปรแกรม Nero Burning Rom"
ที่มาของชื่อโปรแกรมนี้นั้น...มาจากจักรพรรดิแห่งจักรวรรดิโรมัน
นามว่า " Nero Claudius Caesar Drusus Germanicus"
(นามเต็มนะนั่น!)
นามว่า " Nero Claudius Caesar Drusus Germanicus"
(นามเต็มนะนั่น!)
สมเด็จพระจักรพรรดิเนโร หรือคนไทยรู้จักดี ในนาม เนโรจอมโหด
เป็นจักรพรรดิรัชกาลที่ 5 แห่งราชวงศ์จูลิโอ-คลอเดียน แห่งจักรวรรดิโรมัน
พระองค์ประสูติเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม ค.ศ. 37 ที่เมืองแอนเธียม แห่งจักรวรรดิโรมัน
บิดาชื่อ งาเออุส โดมิทิอุส อาเฮโนบาร์บุส (Gnaeus Domitius Ahenobarbus)
มารดาชื่อ อกริบปิน่า ซึ่งมีศักดิ์เป็นถึงน้องสาวของจักรพรรดิคาลิกูลา (Caligula) จักรพรรดิรัชกาลที่ 3 แห่งราชวงศ์จูลิโอ-คลอเดียน
เนโรมีชื่อเต็มตอนเกิดว่า ลูเซียส คลอดิอุส เนโร
เป็นจักรพรรดิรัชกาลที่ 5 แห่งราชวงศ์จูลิโอ-คลอเดียน แห่งจักรวรรดิโรมัน
พระองค์ประสูติเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม ค.ศ. 37 ที่เมืองแอนเธียม แห่งจักรวรรดิโรมัน
บิดาชื่อ งาเออุส โดมิทิอุส อาเฮโนบาร์บุส (Gnaeus Domitius Ahenobarbus)
มารดาชื่อ อกริบปิน่า ซึ่งมีศักดิ์เป็นถึงน้องสาวของจักรพรรดิคาลิกูลา (Caligula) จักรพรรดิรัชกาลที่ 3 แห่งราชวงศ์จูลิโอ-คลอเดียน
เนโรมีชื่อเต็มตอนเกิดว่า ลูเซียส คลอดิอุส เนโร
เมื่อค.ศ. 64 วันที่ 18 กรกฎาคม
ตอนกลางคืน เกิดไฟไหม้ขึ้นที่ร้านขายวัตถุไวไฟแห่งหนึ่งในกรุงโรม
ประกอบกับการที่ถนนกรุงโรมในช่วงนั้นแคบ
ทำให้ไฟจากร้านค้าวัตถุไวไฟนั้น ลุกลามไปยังบ้านเรือนหลังอื่นๆอย่างรวดเร็ว
และไม่นานนัก ไฟก็ไหม้ทั่วเมือง
นีโรรู้ข่าวก็รีบมาดูเปลวเพลิงที่หอคอยมิเซนุส (Maecenas)
แล้วก็บอกว่าเปลวเพลิงนั้นช่างสวยงาม นั่งมองไฟผลาญกรุงโรมอย่างสบายอารมณ์
พร้อมทั้งนำเครื่องดนตรีมาบรรเลงอย่างสุนทรีย์โดยไม่ส่งทหารไปช่วยดับไฟ
ตอนกลางคืน เกิดไฟไหม้ขึ้นที่ร้านขายวัตถุไวไฟแห่งหนึ่งในกรุงโรม
ประกอบกับการที่ถนนกรุงโรมในช่วงนั้นแคบ
ทำให้ไฟจากร้านค้าวัตถุไวไฟนั้น ลุกลามไปยังบ้านเรือนหลังอื่นๆอย่างรวดเร็ว
และไม่นานนัก ไฟก็ไหม้ทั่วเมือง
นีโรรู้ข่าวก็รีบมาดูเปลวเพลิงที่หอคอยมิเซนุส (Maecenas)
แล้วก็บอกว่าเปลวเพลิงนั้นช่างสวยงาม นั่งมองไฟผลาญกรุงโรมอย่างสบายอารมณ์
พร้อมทั้งนำเครื่องดนตรีมาบรรเลงอย่างสุนทรีย์โดยไม่ส่งทหารไปช่วยดับไฟ
กระแสความนิยมของเนโรตกต่ำลงทุกที
วันที่ 25 กรกฎาคม ค.ศ. 64 เปลวเพลิงที่ผลาญกรุงโรมมาตลอด 6 วัน 6 คืนดับลงในวันที่ 7
เผาบ้านเผาเรือนไป 132 หลัง ใน 4 หมู่บ้าน
เนโรสั่งให้เวนคืนที่ดินจำนวนหนึ่งมาสร้างพระราชวังทองคำ (Golden Palace)
ประกอบกับการที่เนโรไม่ส่งทหารไปช่วยดับไฟ
และในอดีตพระองค์เคยคิดจะเปลี่ยนชื่อกรุงโรมเสียใหม่ว่า กรุงเนโรโพลิส (Neropolis)
ประชาชนจึงปักใจเชื่อว่าเนโรเป็นผู้เผากรุงโรม
(นักประวัติศาสตร์ในปัจจุบันเองก็บอกว่ามีความเป็นไปได้ที่เนโรจะเป็นผู้เผากรุงโรม)
วันที่ 25 กรกฎาคม ค.ศ. 64 เปลวเพลิงที่ผลาญกรุงโรมมาตลอด 6 วัน 6 คืนดับลงในวันที่ 7
เผาบ้านเผาเรือนไป 132 หลัง ใน 4 หมู่บ้าน
เนโรสั่งให้เวนคืนที่ดินจำนวนหนึ่งมาสร้างพระราชวังทองคำ (Golden Palace)
ประกอบกับการที่เนโรไม่ส่งทหารไปช่วยดับไฟ
และในอดีตพระองค์เคยคิดจะเปลี่ยนชื่อกรุงโรมเสียใหม่ว่า กรุงเนโรโพลิส (Neropolis)
ประชาชนจึงปักใจเชื่อว่าเนโรเป็นผู้เผากรุงโรม
(นักประวัติศาสตร์ในปัจจุบันเองก็บอกว่ามีความเป็นไปได้ที่เนโรจะเป็นผู้เผากรุงโรม)
เนโรจึงสุ่มสี่สุ่มห้าบอกไปว่าผู้ที่นับถือลัทธิคริสเตียน
(ศาสนาคริสต์เมื่อเกือบสองพันปีก่อนในจักรวรรดิโรมันเป็นเพียงแต่ลัทธิเล็กๆ มิใช่ศาสนาอันยิ่งใหญ่เหมือนปัจจุบัน)
เป็นกลุ่มคิดกบฎและพยายามเผาโรม
จึงเกิดเป็นการประหารหมู่ชาวคริสเตียนในโรมันด้วยข้อหาเผาโรม
ประหารโดยวิธีให้อดอาหารสัตว์ป่าในโคลอสเซียมจนหิวโซ
และนำชาวคริสเตียนไปปล่อยที่สนามโคลอสเซียม
และปล่อยสัตว์ป่าให้มารุมฉีกทึ้งชาวคริสเตียนต่อหน้าผู้ชม
นอกจากนี้ยังเก็บภาษีอย่างหนักเพื่อมาซ่อมแซมบ้านเมืองและแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่ล่มจมของโรม
ทำให้ประชาชนคลางแคลงใจในเนโร จนเกิดเป็นคำติดปากประชาชนชาวโรมว่า
(ศาสนาคริสต์เมื่อเกือบสองพันปีก่อนในจักรวรรดิโรมันเป็นเพียงแต่ลัทธิเล็กๆ มิใช่ศาสนาอันยิ่งใหญ่เหมือนปัจจุบัน)
เป็นกลุ่มคิดกบฎและพยายามเผาโรม
จึงเกิดเป็นการประหารหมู่ชาวคริสเตียนในโรมันด้วยข้อหาเผาโรม
ประหารโดยวิธีให้อดอาหารสัตว์ป่าในโคลอสเซียมจนหิวโซ
และนำชาวคริสเตียนไปปล่อยที่สนามโคลอสเซียม
และปล่อยสัตว์ป่าให้มารุมฉีกทึ้งชาวคริสเตียนต่อหน้าผู้ชม
นอกจากนี้ยังเก็บภาษีอย่างหนักเพื่อมาซ่อมแซมบ้านเมืองและแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่ล่มจมของโรม
ทำให้ประชาชนคลางแคลงใจในเนโร จนเกิดเป็นคำติดปากประชาชนชาวโรมว่า
"เนโรเผาโรม"
(Nero Burning Rome)
ซึ่งในปัจจุบัน วลีอายุกว่า 2,000 ปีนี้ ได้ถูกใช้เป็นชื่อโปรแกรมซอฟต์แวร์เขียนแผ่นซีดี/ดีวีดี
la chandeleur
Une fois de
plus, comme les festivités qui entourent la Nativité, la
fête de la Chandeleur est liée à la lumière.
Mais aussi à la purification, la fécondité, la prospérité,
toujours très proches dans les croyances et les traditions.
Le mot "Chandeleur"
vient précisément de candela - la chandelle - reprise
dans l'expression Festa candelarum, fête des chandelles.
Dans les églises,
les torches sont remplacées par des chandelles bénies que
l'on conserve allumées, autant pour signifier la lumière
que pour éloigner le malin, les orages, la mort,etc… et invoquer
les bons augures à veiller sur les semailles d'hiver qui produiront
les bonnes moissons de l'été prochain.
A l'époque
romaine, on fêtait à cette date, vers le 15 février,
le dieu de lafécondité Lupercus au cours des Lupercales,
Lupercalia, jours de la fertilité, car c'était le début
de la saison des amours chez les oiseaux. Par ailleurs qu'un certain Valentin,
opposé aux romains, a également son mot à dire le
14 février.
Les Celtes
On trouvait un rite lié à la purification chez les Celtes qui craignaient tant le noir et le froid au soir de la grande nuit d'Halloween. A l'inverse, l'hiver tire à sa fin en février. La fête d'Imbolc le 1er février était fête de la purification de l'eau, pour s'assurer fertilité et fécondité avec le retour de la vie en cette fin d'hiver.
On trouvait un rite lié à la purification chez les Celtes qui craignaient tant le noir et le froid au soir de la grande nuit d'Halloween. A l'inverse, l'hiver tire à sa fin en février. La fête d'Imbolc le 1er février était fête de la purification de l'eau, pour s'assurer fertilité et fécondité avec le retour de la vie en cette fin d'hiver.
A la naissance
de Jesus tout se complique car le 2 février est officiellement
aujourd'hui la "Purification de la Vierge". Mais Dieu a préservé
Marie du péché originel, alors pourquoi cette purification
?
En fait Marie se sait simple mère
et elle est juive. Elle se conforme donc tout simplement à la loi
de Moïse, car selon les rites hébraïques, la mère
doit se présenter au temple avec son enfant nouveau-né. Jésus,
enfant juif, est présenté au Seigneur au temple par ses parents
40 jours après sa naissance. On fait le sacrifice de tourterelles
ou de petits pigeons. Quoi qu'il en soit, Marie rencontre Saint Simeon
qui prophétise devant elle le destin tragique de son fils. Lui qui
jusque là n'était que la lumière du monde, le messie
tant attendu.
L'église avait entrepris dès
la fin de l'empire romain un vaste chantier de remplacement des rites païens
par des fêtes religieuses. Comme on l'a vu au sujet de Noël.
Ainsi le pape Gélase Ier au
Vè siècle (que nous retrouverons au sujet de Saint Valentin)
remplaça le vieux rite païen des lupercales, rite
de la lumière hérité des romains par une fête
religieuse, la fête de la Chandeleur, où l'on commémore
40 jours après Noël un rite…hébraïque. En
orient, c'était jour chômé. En occident, on portait
des torches en procession, signe de lumière. Cette fête devînt
du même coup en 1372 en Avignon fête de la Purification de
la Vierge.
Mais Chandeleur vient précisément
de candela - la chandelle - reprise dans l'expression Festa candelarum,
fête des chandelles. Car dans les églises, les torches sont
remplacées par des chandelles bénies que l'on conserve allumées,
autant pour signifier la lumière que pour éloigner le malin,
les orages, la mort,etc… et invoquer les bons augures à veiller
sur les semailles d'hiver qui produiront les bonnes moissons de l'été
prochain. Les cierges bénis sont emportés dans les foyers
pour le protéger. Aujourd'hui, on bénit les cierges pour
rappeler que Jésus est lumière du monde.
C'est pourquoi de nombreux dictons
sont nés de ce jour de février, sur le même thème
:
"Rosée à la Chandeleur,
Hiver à sa dernière heure."
"A la Chandeleur, L'hiver s'apaise
ou reprend vigueur"
"A la Chandeleur le jour croît
de deux heures".
Car les jours allongent sérieusement,
la végétation du blé en herbe prend de l'importance,
et une offensive de l'hiver serait alors particulièrement cruelle.
Le terme "épiphanie" est issu du grec et signifie "apparition". Célébrée le 6 janvier, cette fête correspond à la présentation de Jésus enfant aux Rois Mages.
Ce jour est aussi celui du premier miracle des noces de Cana et avant tout la date de baptême du Christ.
Dès le Ve siècle, l'Eglise donna une importance considérable à cet événement. La galette des rois, servie à cette occasion, est une tradition typiquement française qui avait déjà cours au XIVe siècle. La galette était partagée en autant de portions que de convives, plus une. Cette portion supplémentaire, appelée "part du Bon Dieu" ou "part de la Vierge", était destinée au premier pauvre qui se présenterait.
Pendant des siècles les chrétiens d'Orient célébrèrent la Nativité le jour de l'Epiphanie.
Les Arméniens du Caucase le font encore aujourd'hui.
Au Ier siècle il fut déjà décidé de donner primauté à la naissance du Christ plutot qu'à l'Epiphanie.
Une chanson populaire raconte comment les Rois mages sont venus d'Afrique.
Pour l'Evangile, ils arrivèrent de l'Orient. Peut être viennent ils tout simplement du mystérieux pays d'où sont originaires les Saintes Maries de la Mer et qui porta longtemps le nom d'Egypte.
Longtemps, le 6 janvier (Epiphanie) fût plus important que le jour de Noël. Encore actuellement, en Espagne ce sont les Rois mages qui apportent les cadeaux à l'Epiphanie et non à Noel. Les Rois Mages sont bien plus importants dans le coeur des enfants espagnols que le Père Noel et le 6 janvier est l'occasion d'une grande fêtes et de défilés dans les rues espagnoles.
![]()
LES ROIS MAGES
Venus d'Orient, trois rois se mirent en route en suivant la lumière de l'étoile qui les guida jusqu'à Bethléem.
Ils y trouvèrent l'enfant Jésus, qui appelèrent le " Nouveau Roi des Juifs ".
Quand ils le découvrirent dans l'étable, près de ses parents, Marie et Joseph, ils s'agenouillèrent devant lui en signe de respect et lui apportèrent de l'or, de la myrrhe et de l'encens.
L'origine des Rois mages est aujourd'hui encore obscure. On les dits savants, riches mais errants. Ces mystérieux personnages alimentèrent l'imaginaire qui enveloppe Noël.
Une chanson populaire raconte comment les Rois mages sont venus d'Afrique.
Pour l'Evangile, ils arrivèrent de l'Orient. Peut être viennent ils tout simplement du mystérieux pays d'où sont originaires les Saintes Maries de la Mer et qui porta longtemps le nom d'Egypte.
Longtemps, le 6 janvier (Epiphanie) fût plus important que le jour de Noël.
La symbolique des cadeaux en portait témoignage :
l'or de Melchior célébrait la royauté, l'encens de Balthazar la divinité
et la myrrhe de Gaspard annonçait la souffrance rédemptrice de l'homme à venir sous les traits de l'enfant.
Longtemps ce jour là, on célébra le miracle de Cana : de l'eau changée en vin.
Un rituel de quête terminait jadis la période des 12 jours de fêtes.
Les quêteurs recevaient souvent en guise de présent une part de galette.
La myrrhe est
une résine odorante fournie par un arbre d'Arabie, le balsamier.
Longtemps ce
jour là, on célébra le miracle de Cana : de l'eau
changée en vin.
Un rituel
de quête terminait jadis la période des 12 jours de fêtes.
Les quêteurs
recevaient souvent en guise de présent une part de galette.
La fève
dans la galette des rois remonte au temps des Romains. C'est une fève
blanche ou noire qui était déposée pour les scrutins.
Au début de janvier, les saturnales de Rome élisaient le
roi du festin au moyen d'une fève. Si la tradition est d'origine
religieuse, elle est devenue une tradition familiale où on se rassemble
pour découper la fameuse galette. Celui qui trouvera la fève
sera couronné roi ... et choisira sa reine.
En Angleterre,
comme en Bourgogne, anciennement, on préférait former un
couple "d'occasion" en mettant dans la galette une fève et un petit
pois.
Dans de nombreux
pays ou région du sud, la galette est remplacée par une couronne
en brioche.
La première
part est toujours la "part du pauvre", la "part de Dieu et de la Vierge"
et elle était désignée par le plus jeune enfant de
la famille.
Il y avait
aussi la part des absents - le fils aux armées, le parent sur un
vaisseau du roi, le pêcheur qui n'était pas rentrés.
La part était
rangée dans la huche jusqu'à leur retour, une façon
tendre de dire "on a pensé à vous". S'il se gardait longtemps,
sans s'émietter et sans moisir, c'était un bon présage.
วันจันทร์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2555
Les Invalides
The Invalides (Hôtel National des Invalides) belongs to the significant Paris monuments. It is built on the left bank of Seine River and it can be easily reached from Champs-Elysées across the Alexandre III Bridge and the Esplanade des Invalides.
It was built under Louis XIV. The plans were drawn by Libéral Bruant. The construction started in 1670 and was finished six years later, in 1676. The church of St. Louis des Invalides was made by Jules Hardouin-Mansart, as well as the golden dome on the top of the church that was built later and it became the symbol of the splendour of the King the Sun. Actually, it was finished by Robert de Cotte in 1708after Mansart death. De Cotte became also the architect of the Esplanade des Invalides that leads to the church. The decoration of the church created stolen enemy’s flags hung on the walls. The church itself covers the area of 13 hectares and together with the dome are considered to be the masterpieces of French classical architecture. All complex was funded by a five year levy on the salaries of soldiers serving in the army at that time.
Originally, it was deigned to be the military hospital, the aid to old soldiers who had been forced to either beg or subside on church charity, so it quickly became home to a number of wounded soldiers. On the 14th July 1789, 28 000 weapons carried here were stolen by crowd that used them in an attack on the Bastille.
However, the main event was the return of Napoleon Bonaparte’s dead body to France. After seven years in Britain his remains were exhumed from St. Helena and brought to France. On the 15th December 1840 the Invalides received the Napoleon Bonaparte’s remains and they were placed to the cupola in St Jerome’s Chapel, until the tomb, designed by Visconti, was finished. On 3 April 1861 Napoleon I came to his final rest in the crypt under de dome. Mainly this fact made it quite famous with tourists.
Nowadays, Les Invalides comprises the largest single complex of monuments in Paris. There are Musée de l'Armée, Musée des Plans-Reliefs, Musée de l'Ordre de la Libération and L'Eglise de St-Louis-des-Invalides located there.
It was built under Louis XIV. The plans were drawn by Libéral Bruant. The construction started in 1670 and was finished six years later, in 1676. The church of St. Louis des Invalides was made by Jules Hardouin-Mansart, as well as the golden dome on the top of the church that was built later and it became the symbol of the splendour of the King the Sun. Actually, it was finished by Robert de Cotte in 1708after Mansart death. De Cotte became also the architect of the Esplanade des Invalides that leads to the church. The decoration of the church created stolen enemy’s flags hung on the walls. The church itself covers the area of 13 hectares and together with the dome are considered to be the masterpieces of French classical architecture. All complex was funded by a five year levy on the salaries of soldiers serving in the army at that time.
Originally, it was deigned to be the military hospital, the aid to old soldiers who had been forced to either beg or subside on church charity, so it quickly became home to a number of wounded soldiers. On the 14th July 1789, 28 000 weapons carried here were stolen by crowd that used them in an attack on the Bastille.
However, the main event was the return of Napoleon Bonaparte’s dead body to France. After seven years in Britain his remains were exhumed from St. Helena and brought to France. On the 15th December 1840 the Invalides received the Napoleon Bonaparte’s remains and they were placed to the cupola in St Jerome’s Chapel, until the tomb, designed by Visconti, was finished. On 3 April 1861 Napoleon I came to his final rest in the crypt under de dome. Mainly this fact made it quite famous with tourists.
Nowadays, Les Invalides comprises the largest single complex of monuments in Paris. There are Musée de l'Armée, Musée des Plans-Reliefs, Musée de l'Ordre de la Libération and L'Eglise de St-Louis-des-Invalides located there.
NOUVEL AN CHINOIS OU LUNAIRE
Nouvel An chinois
Cette année sera l'année du Lapin de métal blanc le 3 février 2011
Le Nouvel An chinois , Nouvel An du calendrier chinois ou nouvel an lunaire ou « passage de l’année » est le premier jour du premier mois du calendrier chinois. C'est le début de la fête du printemps qui se déroule sur quinze jours et s’achève avec la fête des lanternes
Le calendrier chinois étant un calendrier luni-solaire, la date du Nouvel An chinois dans le calendrier grégorien varie d'une année sur l'autre, mais tombe toujours entre le 21 janvier et le 20 février. C’est, comme tous les commencements de mois lunaires chinois, le premier jour d'une nouvelle Lune. Par convention, l'alignement astronomique qui signale la nouvelle Lune est déterminé à l’observatoire de la Montagne Pourpre à Nankin.
Pratique et appellation
Le Nouvel An est célébré officiellement en République populaire de Chine (sept jours de congés) et en République de Chine (Taïwan) (au moins cinq jours), à Hong Kong et Macao (trois jours), ainsi que dans certains pays d’Asie où l’influence de la culture chinoise est importante, ou dont la population comprend une forte minorité de Chinois ethniques : Singapour et Malaisie (deux jours), Philippines (trois jours), Brunei et Indonésie (un jour), Thaïlande, Viêt Nam (fête du Têt, trois jours, avec un jour de décalage avec la Chine tous les 22 ou 23 ans pour compenser le décalage horaire entre Pékin et Hanoï), Corée du Sud (fête de Seolnal, trois jours). Les congés du Nouvel An, qui peuvent être prolongés par un week-end ou un pont, sont une période de migration intense, car nombreux sont ceux qui s’efforcent de rejoindre leur famille, depuis l’étranger parfois : embouteillages sur les routes et encombrements dans les gares et les aéroports sont la règle.Le terme Nouvel An chinois crée souvent des mécontentements parmi les populations d'autres pays d'Asie qui célèbrent aussi cet évènement, tels que le Viet Nam, la Malaisie, la Corée du Sud ... En effet, l'attribut chinois risque de faire croire que cette fête est réservée uniquement au peuple chinois et donc indirectement semble ignorer l'existence de ces pays, ou pire, semble assimiler ces pays à la Chine. D'autant plus que les médias occidentaux utilisent abondamment le terme Nouvel An chinois pour commenter cet évènement. Par conséquent, par respect vis-à-vis d'eux, le terme le plus approprié est probablement Nouvel An du calendrier chinois ou tout simplement Nouvel An lunaire.
Célébrations traditionnelles
Généralités
Les célébrations, coutumes et tabous de la fête de printemps varient dans les détails selon les régions ou les époques. La pratique générale veut qu'on s'efforce de repartir sur un nouveau pied après s'être débarrassé des mauvaises influences de l’an passé, accompagné de signes de bon augure. On a recours à des objets ou aliments présentant une homophonie avec un mot de sens auspicieux.Le « passage de l’année » ( guònián) s’effectue dans la nuit du dernier jour du douzième mois. Le mot signifiant année est considéré comme étant à l’origine le nom d'un monstre, Nian, qui venait autrefois rôder autour des villages une nuit par an, obligeant les habitants à se calfeutrer et à veiller jusqu’à son départ au petit matin
. Les célébrations principales comportent un réveillon comprenant des plats aux noms auspicieux, suivi d’une nuit de veille gage de longévité, que certains occupent à jouer au mahjong, la distribution d’étrennes contenues dans des enveloppes rouges, l’allumage de pétards pour chasser les mauvaises influences.
Préparations
La semaine précédant le Nouvel An, traditionnellement le 23 ou le 24 du 12e mois, a lieu le « petit Nouvel An » une cérémonie d'adieu au Dieu du Foyer dont l’effigie est collée dans la cuisine.D'après les croyances, il doit faire un long voyage pour rapporter, comme chaque année, les bonnes et mauvaises actions de la famille à l'Empereur de jade. Pour obtenir sa clémence, on dépose des aliments (plutôt collants, comme des bonbons) devant son image en espérant l'empêcher de dire du mal ; certains collent directement une sucrerie sur la bouche de son portrait. Celui-ci est brûlé, et le Génie s’envole avec la fumée. Un nouveau portrait sera affiché quelques jours plus tard, signalant son retour.
Des provisions sont faites, préparation importante autrefois car tous les commerces fermaient pendant les congés. Elles comprennent beaucoup de choses à grignoter en famille : graines de pastèque, fruits secs, bonbons etc. Faire les courses en vue du Nouvel An se dit bàn niánhuò . On faisait aussi l’achat de vêtements neufs, particulièrement pour les enfants. C'était auparavant une occasion bienvenue de renouveler sa garde-robe, mais avec le développement de l’industrie du prêt-à-porter, cette coutume a un peu perdu de sa valeur.
วันพฤหัสบดีที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2555
Tour Eiffel
หอไอเฟล (อังกฤษ: Eiffel Tower, ฝรั่งเศส: Tour Eiffel) หอคอยโครงสร้างเหล็ก ที่Champ de Mars บริเวณแม่น้ำแซน ในเมืองปารีส ประเทศฝรั่งเศส สถานที่และสัญลักษณ์ที่สำคัญแห่งหนึ่งของฝรั่งเศส ก่อสร้างในปี พ.ศ. 2432 (ค.ศ. 1889) โดย กุสตาฟ ไอเฟล ผู้ออกแบบคนเดียวกับเทพีเสรีภาพ เพื่อเป็นสัญลักษณ์การจัดงานแสดงสินค้าโลกในปี 1889 (พ.ศ. 2413) ฉลองครบรอบ 100 ปีแห่งการปฏิวัติอุตสาหกรรม หอไอเฟลทำขึ้นจากโลหะ 15,000 ชิ้น หนักถึง 7,000 ตัน ยึดต่อด้วยน๊อต 2,500,000 ตัว สีทาทั้งหมด 35 ตัน สูง 1,050 ฟุต สิ้นเงินค่าก่อสร้าง 7,799,401 ฟรังก์ แรกๆที่หอไอฟสร้างเสร็จ หอไอเฟลได้รับการประณามโดยทั่วไปว่าเป็นไอเดียที่ประหลาดและไม่เข้าท่า หอคอยไอเฟลได้ชื่อว่าเป็นสิ่งก่อสร้างที่สูงที่สุดในช่วงเวลา พ.ศ. 2432 - 2473 ในปัจจุบัน หอคอยไอเฟลมีนักท่องเที่ยวเยี่ยมชมประมาณ 5.5 ล้านคนต่อปี นับเป็นหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่
การอ่านออกเสียงในภาษาฝรั่งเศสคือ /ɛ'fɛl/ อ่านเหมือนคำว่า "a-fell" และสำหรับคำในภาษาอังกฤษคือ /'aɪfəl/ อ่านเหมือนคำว่า "eye-full"
โครงสร้างหอไอเฟล
หอไอเฟลมีความสูง 300 เมตร (986 ฟุต) ซึ่งไม่รวม เสาอากาศ 24 เมตร (72 ฟุต) ด้านบนนั้น ถ้าเปรียบเทียบกับตึกแล้วจะมีประมาณ 75 ชั้น ในขณะที่ก่อสร้างปี พ.ศ. 2432(ค.ศ. 1889) หอไอเฟลนั้นเป็นสิ่งก่อสร้างที่สูงที่สุดบนโลก โดยถูกล้มตำแหน่งเมื่อเมืองนิวยอร์กได้สร้าง ตึกไครสเลอร์ สูง 319 เมตร(1046 พุต)
น้ำหนักเหล็กที่ใช้ก่อสร้างนั้นทั้งหมด 7,300 ตัน และถ้ารวมทั้งหมดก็เป็น 10,000 ตัน ส่วนจำนวนบันไดนั้นเปลี่ยนแปลงตลอด เมื่อแรกเริ่มนั้นมี 1710 ขั้น ในทศวรรษที่ 1980 มี 1920 ขั้น และในปัจจุบัน มี 1665 ขั้น
กว่าจะมาเป็นหอไอเฟล
หมุด 2 ล้าน 5 แสนตัว ที่ใช้ยึดโครง เหล็ก ของหอไอเฟล
14 กรกฎาคม ค.ศ.1789 ท่ามกลางความต้องการที่จะปฏิวัติ ชาวปารีสได้เข้าโจมตีชนชั้นสูง บุกยึกคุกบัสติล ซึ่งมี ผู้มี ความคิดขัดแยงทางการเมืองถูกคุมขังเอาไว้ ผู้รักชาติได้รวมตัวกันเพื่อต่อต้านชนชั้นปกครอง ซึ่งเป็นการสร้างพื้นฐาน สำหรับ การเคลื่อนไหวประชาธิปไตยยุคใหม่
อีก 1 ศตวรรษหลังการปฏิวัติ ความภาคภูมิใจของฝรั่งเศสถูกบั่นทอนด้วย ความพ่ายแพ้ของกองทัพต่อเยอรมัน ในปี 1870 และก็ ความคิดที่จะจัดงานแสดงสินค้านานาชาติ จึงเป็นหนทางอันยิ่งใหญ่เพื่อลืมความปวดร้าว และ เพื่อแสดงความ ยิ่งใหญ่ ความร่ำรวยของประเทศ จึงจำเป็นที่ต้องมีผลงานศิลปะชิ้นเอกที่อวดแก่ฝูงชน และจากความสำเร็จ ในยุคอุตสาหกรรม จึงนำเสนอความสำเร็จทางวิศวกรรม นั่นคือ หอคอย
หอคอยเหมือนเป็นสิ่งที่ชาญฉลาดทางเทคโนโลยี ในอดีตไม่เคยมีใครสร้างหอคอยที่สูงกว่า 1,000ฟุต หลายคนพยายาม ลองแม้กระทั่งในสหรัฐอเมริกาก็มีการออกแบบไว้อยู่หลายแบบ แต่ก็ไม่เคยสร้างจริงขึ้นมา ฝรั่งเศสได้จัดการประกวด เพื่อ ออกแบบหอคอย แบบแรกถูกเสนอโดย เวอร์ริส คล็อกลิน ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะวิศวกรของ กุสตาฟ ไอเฟล (Gustave Eiffel)
กุสตาฟ ไอเฟล เป็นทั้งสถาปนิกและวิศวกรชั้นนำของฝรั่งเศส ชื่อเสียงของเขาเกิดจาก การออกแบบสะพานที่เต็มไปด้วย จินตนาการ เขาค้นคว้าเกี่ยวกับแนวคิดในการออกแบบด้วยโครงสร้างโลหะการที่มี กุสตาฟ ไอเฟล เข้ามาร่วมงาน จึงเป็น เครื่องรับประกันในเรื่องเงินทุนสนับสนุน และความสำเร็จของงาน วิศวกรหนุ่มของ กุสตาฟ ไอเฟล 2 คน คือ เวอร์ริส คล็อกลิน และ เอมิล นูลจิเย เริ่มแนวคิดในการสร้างหอคอยสูง 300 เมตร สำหรับงานแสดงสินค้าในปี ค.ศ.1890 ในปารีสเขาเริ่มร่าง แบบ โครงสร้างของหอคอยอย่างคร่าวๆ และขอให้สถาปนิกชื่อ สตีเฟน สเตาว์เธอร์ ออกแบบส่วนตกแต่งเพื่อเติม ซึ่งมีลักษณะ เป็นช่อ ดอกไม้ โค้ง และมีปติมากรรมเล็กๆ น้อยๆ โดยมีแรงบันดาลใจมาจากแนวคิดทางสถาปัตยกรรมฝรั่งเศส ในปี ค.ศ.1887 ว่าสามารถสัมผัสกับท้องฟ้าในระดับที่เป็นไปไม่ได้ คือ 1,000 ฟุต
กุสตาฟ ไอเฟล ได้เห็นแบบแปลนและอนุมัติ เขาได้สนใจแนวคิดเกี่ยวกับหอคอยนี้ และได้ออกแบบส่วนตกแต่งเพิ่มเติม ที่เกี่ยวข้องกับตัวเขาเข้าไปด้วย การมีชื่อ กุสตาฟ ไอเฟล อยู่ในโครงการ ทุกคนรู้ผลลัพธ์ของการแข่งขันนี้ การมี สายสัมพันธ์ทางการเมืองและสังคมของกุสตาฟ ไอเฟล ทำให้มีความพร้อมที่จะผลักดัน ให้โครงการผ่านหน่วยงาน ปกครอง ของปารีส ได้อย่าง รวดเร็ว และทำให้โครงการจากแบบแปลนสำเร็จเป็นจริงได้ หอคอยซึ่งออกแบบ จากความก้าวหน้า ในยุค อุตสาหกรรม เป็นงาน ที่มีความท้าทายทางวิศวกรรม และ กุสตาฟ ไอเฟล จะได้แสดงให้เห็นถึงความ ความคิดสร้างสรรค์ ของเขาที่เคยใช้ ในการ ออกแบบมาแล้ว
28 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1887 กุสตาฟ ไอเฟล ได้เชิญแขกมากมายมาเป็นพยานในการก่อสร้าง เขาอายุ 53 ปี และหอคอย จะเป็นความสำเร็จที่สมบูรณ์แบบของเขา ในขณะที่พิธีการเริ่มขึ้น วิศวกร 50 คนต้องช่วยกันร่างแบบ จำนวน 5,300 แผ่นสำหรับ คนงาน 132 คน ใช้ในพื้นที่ก่อสร้าง ต้องใช้เวลา 4 เดือน ในการทำฐานรากสำหรับขาของหอคอย เสา 2 ต้น ถูกติดตั้งบนฐาน คอนกรีตหนา 6 ฟุตครึ่ง ที่ความลึก 23 ฟุตจากระดับดิน และมีขา 2 ข้างที่ใกล้กับแม่น้ำแซนมาก จึงต้องใช้เขื่อนโลหะกันน้ำ ป้องกันในขณะที่ทำการเทคอนกรีตบนพื้นที่อยู่ต่ำกว่าระดับน้ำ
บนพื้นที่สี่เหลี่ยมจตุรัสของฐานหอคอยมีความกว้างด้านละ 426 ฟุต จะมีขาของหอคอยทั้ง 4 ในแต่ละด้าน รองรับ น้ำหนักของโครงสร้างโลหะกว่า 7,000 ตัน บนฐานจะเป็นฐานก่ออิฐซึ่งจะฝังสมอยึด 2 ตัวสำหรับขาแต่ละข้าง จากฐานนี้ ขา จะถูกขึ้นเป็นมุม 60 องศาในลักษณะคานโครงเหล็ก คานนี้ประกอบไปด้วยท่อนเหล็กและเหล็กแผ่นที่ถูกยึดติดกันที่ด้านข้าง โครงสร้างที่ได้จะมีความเข็งแรงมาก แต่มีนำหนักเบา ประกอบง่าย ใช้มาตรฐานเดียวกัน และ มีราคาไม่แพง เมื่อประกอบ เสร็จจะใช้ชิ้นส่วนโลหะทั้งหมด 18,000 ชิ้น และหมุดยึดอีก 2 ล้าน 5 แสน ตัว เพื่อประกอบเป็นหอคอย ทั้งหมดใช้เพียงเหล็ก ท่อนแบนและแผ่นเหล็กในการประกอบ
ขั้นตอนแรกของการก่อสร้าง ขาทั้ง 4 ต้นจะถูกสร้างขึ้นพร้อมๆกันและจะบรรจบกันที่ชั้นแรกของหอคอย ด้วยมุมที่มี ีความลาดชั้น จึงต้องติดตั้งคำยันที่ขาทั้ง 4 ต้น และติดตั้งคำยันตรงกลางของฐานหอคอย เพื่อรองรับคานในแนวศูนย์กลาง ที่จะ ยึดโครงสร้างต่างๆ เอาไว้ ที่ขาแต่ละข้างมีแม่แรงไฮโดรลิกที่สามารถปรับระดับความสูงได้อย่าง -อิสระ และ เพื่อให้ได้ความ แม่นยำตามที่ต้องการ เมื่อขั้นตอนเหล่านี้เสร็จสิ้น กุสตาฟ ไอเฟล รู้ว่าไม่มีอะไรหยุดยั้งการบรรลุความฝันของเขาได้ หลายคน ก็กลัวว่าหอคอยจะทำ-ลายทัศนียภาพของกรุงปารีส กลุ่มศิลปินหลายคนกล่าวโจมตีว่าเป็นการเอาเปรียบของยุคอุตสาหกรรม และ เป็นโคมไฟที่น่าสมเพศที่ผลุดขึ้นมาจากปารีส กุสตาฟ ไอเฟล ได้โต้ตอบกลับอย่างรุนแรงว่า นี่คือสิ่งก่อสร้าง ที่สูงที่สุดที่มนุษย์เคยสร้าง มันจะไม่มีความสง่างามในตัวของมันเองเลยหรือไร
วันที่ 2 เมษายน ค.ศ.1888 หอคอยขึ้นสู่ยอดฟ้าของกรุงปารีส เหมือนได้นำเอาจิตวิญญาณของฝรั่งเศสขึ้นไปด้วย ผู้คนชื่นชอบมัน จากการออกแบบโครงร่างอย่างคร่าว ๆ บัดนี้ได้แสดงให้เห็นถึงความคิดสร้างสรรค์อันลื่นไหล ความอ่อนช้อยของ โครงสร้าง ส่วนโค้ง แนวประดับต่างๆ ทำให้มีความรู้สึกที่ตรงข้ามกับแนวหมุดที่ยึดเปลือย และหยาบกระด้าง นี่เป็นงานศิลปะ ที่จะบอกให้โลกรับการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่
กุสตาฟ ไอเฟลเป็นคนแรกที่เดินขึ้นบันได 1,710 ขั้น เพื่อขึ้นไปที่จุดสูงสุดของหอคอย แล้วแขวนธงชาติ 3 สีของ ฝรั่งเศส มีการเปิดงานแสดงสินค้าในปี ค.ศ.1889 ในกรุงปารีส งานชิ้นเอก คือหอคอยที่สูงกว่า 300 เมตรที่งดงาม และ ในที่สุด มันจะเป็นที่รู้จักในนาม หอไอเฟล
ตอนแรกหอคอยถูกเรียกว่า หอคอยแห่ง 320 เมตร , หอคอย 320 เมตร ต่อมามันก็กลายเป็น หอไอเฟล หอไอเฟล ถูกวางในพื้นที่ราบเรียบของปารีส และก็ ทำรายได้มหาศาลให้กับ กุสตาฟ ไอเฟล เนื่องจากความมั่นใจถึงความสำเร็จของเขา กุสตาฟ ไอเฟล ได้ออกเงินในการก่อสร้างกว่า 80% และทำสัญญาเป็นผู้ดูแลหอนี้เป็นเวลา 20 ปี กุสตาฟ ไอเฟล มีห้องพัก อยู่บนหอคอย ที่ซึ่งเขาทำการทดลองทางวิทยาศาสตร์ และพบปะแขกคนสำคัญ ในปีแรก นักท่องเที่ยวกว่า 2 ล้านคน เดินทาง ขึ้นลิฟท์เพื่อชมทัศนียภาพของปารีสบนยอดหอคอย ก่อให้เกิดรายได้กว่า 1 ล้านดอลลาร์
กุสตาฟ ไอเฟล มีรายได้มาจากหอไอเฟลมาก เขาอาจเป็นวีรบุรุษของฝรั่งเศสในปี ค.ศ.1889 แต่อีก 1 ปี หลังจากนั้น เขาถูกตัดสินให้มีความผิด ในการหากำไรกับความล้มเหลวของฝรั่งเศสในการก่อสร้างคลองปานามา โครงการนี้เป็นความ ฝัน ของวิศวกรชาวฝรั่งเศสชื่อ เฟอร์ดินาน เดอ เลเซต ซึ่งประสบความสำเร็จในการสร้างคลองสุเอด และตั้งใจจะทำเช่น นี้อีก ในปานามา เดอ เลเซต ได้เชิญ ไอเฟล มาให้คำแนะนำในทางวิศวกรรมในการสร้างทางน้ำผ่านป่าทึบ ไอเฟล ได้เสนอแนวคิด ระบบปิดกันน้ำแบบใหม่ แต่ เดอ เลเซต ไม่เห็นด้วย ผลที่ตามมาคือหายนะ การขุดคลอดไม่สามารถทำผ่านป่าทึบได้ รัฐบาล ฝรั่งเศสแทบล้มละลาย ผลกระทบทางการเมืองรุนแรงมาก ผู้ที่เกี่ยวข้องถูกประนาม และ ไอเฟลก็ถูกตัดสินจำคุก 24 เดือน ซึ่งภายหลังถูกยกเลิก แต่บัดนี้ ไอเฟล ก็หมดความปรารถนาในการก่อสร้าง และไม่ได้สร้างอะไรอีกเลย
ขณะนั้น ไอเฟล มีอายุ 73 ปี และได้อุทิศตนให้กับงานด้านวิทยาศาสตร์ โดยให้ความสำคัญกับการค้นคว้าเกี่ยวกับ อากาศพลศาสตร์ และ ได้สร้างห้องทดลองของตนขึ้นและ ยังคงเปิดทำการจนถึงทุกวันนี้ กุสตาฟ ไอเฟล ทดสอบแรงต้าน ทาน ของลมเป็นครั้งแรก เพราะตลอดเวลาการทำงานที่ผ่านมาของเขา ลมคือศัตรูหมายหนึ่ง ในช่วง ค.ศ. 1906-1909 ไอเฟล ตั้งคำถามมากมายเกี่ยวกับอากาศพลศาสตร์ และได้สร้างอุโมงค์ลมขึ้นเป็นแห่งแรก และเป็นจุดกำเนิด ของการศึกษาด้านการบิน ของฝรั่งเศส
กุสตาฟ ไอเฟล เป็นวิศวกรที่ยอดเยี่ยมและเป็นผู้มีวิสัยทัศน์ในการสร้างหอคอยสูง 300 เมตร ในตอนแรก มีความตั้งใจ ว่าหอคอยนี้ จะมีอายุการใช้งานเพียง 20 ปี เขาเริ่มคุ้นเคยกับสถานะภาพชั้นสูงของปารีส และต่อมาเขาพยายาม อย่างมาก ในการ รักษาหอคอยเอาไว้ วิทยุเป็นสิ่งที่รักษาหอคอยเอาไว้ เนื่องจากความสูงของมัน สัญญาณวิทยุสามารถส่งไปถึงอเมริกาเหนือได้ ถึงแม้ต่อมาก็มีคำสั่งให้รื้อทิ้งในปี ค.ศ.1909 แต่หอไอเฟลก็รอดพ้นมาได้ โดย ช่วยเป็นเสาวิทยุให้ฝรั่งเศสติดตามสงคราม ท่ กำลัง ก่อตัวขึ้นในเยอรมนี
ในปี ค.ศ.1914 สงครามโลกครั้งที่ 1 ก็เริ่มขึ้น ผลกระทบแผ่ขยายไปทั่วยุโรป สำหรับปารีสนั้น ความขัดแย้งอยู่ใกล้มาก จนทหารต้องนั่งแท็กซี่ไปยังแนวหน้า แต่ด้วยความช่วยเหลือของหอไอเฟลนั้น ก็ช่วยให้บรรดา นายพลทำการดักฟังฝ่าย ศัตรูและแจ้ง เตือนภัยจากเรือเหาะได้
ในปี ค.ศ.1923 หลังจากสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 1 ได้ 5 ปี กุสตาฟ ไอเฟล ได้เสียชีวิตลง ตลอดอายุ 91 ปี วิสัยทัศน์ ของเขาได้ผลักดันให้ฝรั่งเศสอยู่ในแถวหน้าของ -เทคโนโลยี การออกแบบและโครงสร้าง ของเขาเป็นบทนำสู่พื้นฐาน สู่ศตวรรษที่ 20 หอไอเฟลยังคงยืนหยัดมาได้ เป็นหอที่เกิดจากการถักทอของโลหะ และ อากาศภายใน เกิดความรู้สึกที่ว่างเปล่า ความแข็ง แกร่งของหอคอย เหมือนเป็นโซ่ที่เชื่อมระหว่างศตวรรษที่ 19 และ 20 เข้าไว้ด้วยกัน รอยต่อซึ่งจะถูกทำลาย อย่าง เหี้ยมโหด ด้วยลัทธิชาตินิยม การเหยียดเผ่าพันธุ์ ประทุออกจากความพ่ายแพ้ของเยอรมันหลังสงครามโลกครั้งที่ 1
พฤษภาคม ค.ศ.1940 ท่ามกลางการโจมตีอย่างสายฟ้าแลบของกองทัพนาซี ปารีสและหอไอเฟลถูกตกเป็นเชลย แต่กองทัพเยอรมันพบอุปสรรค์ในการใช้ประโยชน์จากหอไอเฟล เนื่องจากชาวฝรั่งเศสทำลิฟท์เสียหาย ทำให้ฮิตเลอร์ ไม่สามารถ ขึ้นไปบนหอคอยได้
ชาวปารีสมีความโกรธแค้นต่อนาซีมาก กลุ่มปลดปล่อยฝรั่งเศสได้วางแผนกันอย่างลับๆ ในสุสานใต้ดินของชาวโรมัน ใต้ท้องถนนของกรุงปารีส ที่เป็นอุโมงค์ที่เชื่อมไปทั่วปารีส ทำให้การเดินทางไปที่ต่างๆ ไม่สามารถตรวจพบได้ กลุ่มต่อต้าน ได้ช่วยทำให้รถไฟขนส่งทหารตกรางซึ่งวิ่งอ้อมกรุงปารีสอยู่ ฮิตเลอร์นั้นมีความรู้สึกเกลียดชังกลุ่มปลดปล่อยนี้มาก ขณะที่ สงคราม ยุติ เขาได้ออกคำสั่งให้ระเบิดหอคอยนี้ทิ้ง แต่นายพล ฟรอน โทริส ผู้ซึ่งตกหลุมรักกรุงปารีสได้ยกเลิกคำสั่งนี้โดยพลการ
การยกพลขึ้นบกในวัน D-Day ที่ชายฝั่งฝรั่งเศสของเหล่ากองกำลังฝ่ายสัมพันธมิตรเพื่อการปลดปล่อยฝรั่งเศส และ กองทัพรถถังอเมริกัน ก็ได้ขับไล่พวกนาซีออกจากหอไอเฟล รัฐบาลฝรั่งเศสอยู่ในช่วงล่มลาย ในปี ค.ศ.1945-1960 ผู้คน ชาว ฝรั่งเศสออกเสียงเลือกตั้งคณะรัฐบาลที่แตกต่างกันถึง 20 คณะ มันเป็นความยุ่งเหยิงทางการเมือง จนกระทั่งนายพลเดอกอล ถูกเชิญชวนให้เป็นผู้นำประเทศภายหลังสงคราม บุคคลที่เข็มแข็งและมีความดึงดูดเท่านั้นที่จะรวบรวมประเทศ และคืนจิต วิญญาณให้กับฝรั่งเศสได้อีกครั้งหนึ่ง จิตวิญญาณของประเทศ ได้รับการปกป้องเสมอมา ภายในกรงเหล็กของหอไอเฟล หอไอเฟล ต้องการการดูแลรักษา หากต้องการให้มันยังคงอยู่ต่อไป
มันถูกออกแบบให้เป็นผลงานชิ้นเอกในงานแสดงสินค้านานาชาติในปี ค.ศ.1889 บัดนี้นับกว่า 1 ศตวรรษการฉลอง ยังคงดำเนินต่อไป ขณะที่ผู้คนมากกว่า 1 พันคนได้มา เยี่ยมชมหอไอเฟลทุกๆ ชั่วโมง โดยมีลิฟท์ 4 ตัว ลิฟท์ 1 ตัวต่อ 1 ขา เคลื่อนที่ทำมุม 60 องศา หัวใจสำคัญในการเคลื่อนที่อยู่ภายใต้ขาหอคอยภายในสุสานใต้ดินนับร้อยปี โดยใช้น้ำภายใต้แรงดัน เป็นตัวขับลูกสูบไปผลักล้อเลื่อนให้ดึงสายเคเบิลขึ้นไป เทคโนโลยีอายุร้อยปีถูกหล่อลื่นด้วยไขมันแกะและยังทำงานได้อย่างดี และลิฟท์ที่ชั้น 3 จะขนผู้โดยสายขึ้นไปบนยอดหอคอย
ที่บนสุด งานบำรุงรักษาดำเนินงานทุกวัน กลุ่มคนงาน 25 คนจะเดินไปตามนั่งร้านเหล็ก ซึ่งมีระยะเวลาดำเนินงาน 18 เดือน ในการทาสีหอคอย ได้ใช้สีมากกว่า 50 ตัน - งานที่ต้องทำซ้ำๆ ในทุกๆ 7 ปี ไม่เพียงแต่ช่างทาสีที่อยู่บนหอคอยนี้เท่านั้น ช่างไฟฟ้าก็เดินดูตรวจตราหอคอยนี้ด้วยเหมือนกัน เพราะมันจะต้องมีแผงทำความร้อน เพื่อควบคุมอุณหภูมิน้ำในท่อ ไม่ให้แข็ง เพื่อป้องกันไม่ให้ท่อแตกเมื่ออุณหภูมิต่ำว่า -40 องศาฟาเรนไฮด์ และต้องดูแลหลอดไฟ 360 หลอด ซึ่งได้รับการตรวจสอบ และทำการเปลี่ยนเป็นประจำ เพื่อความสวยงามของหอคอย สีทีทาบนหอไอเฟล จะมีโทนสีเหลือง และการที่ถูกส่อง ด้วย ไฟ สีเหลือง ก็จะช่วยให้หอไอเฟล ถูกขับออกมาให้เด่นชัดมากขึ้น การให้แสงสว่างก็เพื่อให้หอไอเฟลเป็นดาวเด่นแห่งกรุงปารีส
เหตุการณ์เกี่ยวกับหอไอเฟล
- พ.ศ. 2432(ค.ศ. 1889) หอคอยได้สร้างเสร็จ และเป็น 1 ในสิ่งก่อสร้างในงาน EXPO
- พ.ศ. 2473(ค.ศ. 1930) หอเสียตำแหน่งสิ่งก่อสร้างที่สูงที่สุดในโลก ให้แก่ตึกไครสเลอร์
- ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2468-พ.ศ. 2477(ค.ศ. 1925-1934) ประดับไฟ 3 ด้านใน 4 ด้านของหอ
- พ.ศ. 2483(ค.ศ. 1940) เมื่อนาซีเยอรมันสามารถยึดปารีสได้แล้ว ชาวฝรั่งเศสได้ตัดลิฟท์ออก ทำให้ฮิตเลอร์ต้องปีนบันได 1,665 ขั้น แต่เขาไม่ปีน เขาให้เอาธงเยอรมันไปปักไว้บนหอแทน
- พ.ศ. 2487(ค.ศ. 1944) เดือนสิงหาคมฮิตเลอร์สั่ง Dietrich von Choltitz ให้เผาเมืองปารีส และหอทิ้ง แต่เขากลับฝืนคำสั่งไม่เผา เพราะว่าเขาเสียดายเมือง
- พ.ศ. 2499(ค.ศ. 1956) วันที่3 มกราคม ไฟไหม้ยอดของหอ และในปีเดียวกันนั้นก็ได้นำเสาอากาศวิทยุไปติ้งตั้งบนยอดด้วย
- ทศวรรษที่ 1980 ได้มีการเคลื่อนย้ายรื้อร้านอาหารที่เก่าแก่ในหอออก ไปสร้างใหม่ในเมืองนิวออร์ลีนส์ รัฐหลุยเซียนา สหรัฐอเมริกาแทน
- พ.ศ. 2543(ค.ศ. 2000) ได้มีการติดตั้งโคมไฟบนยอดของหอ
- พ.ศ. 2545(ค.ศ. 2002) วันที่28 พฤศจิกายน หอไอเฟลต้อนรับแขกคนที่ 200 ล้าน
- พ.ศ. 2546(ค.ศ. 2003) วันที่22 กรกฎาคม ไฟไหม้ยอดของหอ ในห้องเก็บของอีกครั้ง ใช้เวลาดับไฟประมาณ 40 นาที
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
