| Nong-Plub sous le brouillard. |
CHAKKPAN
วันพฤหัสบดีที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555
วันศุกร์ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555
วันเสาร์ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555
เครื่องประหารชีวิต La Guillotine
กิโยติน (La Guillotine) คือเครื่องมือที่ใช้ในการลงโทษโดยการตัดคอ กิโยตินประกอบโครงโดยส่วนมากจะเป็นไม้ ไว้สำหรับแขวนใบไม้รูปสี่เหลี่ยมคางหมู น้ำหนักประมาณ 40 กก. ใบมีดจะถูกแขวนไว้ในส่วนบนสุด ภายใต้ใบมีดจะเป็นส่วนที่ให้ผู้ถูกลงโทษวางหัว โดยเมื่อเชือกได้ถูกปล่อยหรือตัดลง ใบมีดที่หนักจะหล่นลงไม้ในระยะทางประมาณ 2.3 เมตร และตัดหัวผู้ถูกลงโทษ (ความสูงและน้ำหนักตามมาตรฐานกิโยตินฝรั่งเศส)
ถึงแม้ว่าประเทศฝรั่งเศสได้ชื่อว่าเป็นประเทศแรกที่ใช้การประหารชีวิตด้วยกิโยติน นิโคลัส เจ. เพลเลทีเยร์ (Nicolas J. Pelletier) โจรปล้นสัญจรถูกประหารชีวิตด้วยกิโยตินเป็นคนแรกเมื่อวันที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2335 (ค.ศ. 1792) ในช่วงเวลาใกล้เคียงกันในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 16 สหราชอาณาจักร มีเครื่องลงโทษลักษณะที่คล้ายกันชื่อ จิบบิต (gibbet) และมีเครื่องลงโทษลักษณะคล้ายกันใน ประเทศอิตาลี และ สวิตเซอร์แลนด์
จิบบิต
แอนทวน หลุยส์ (Antoine Louis) สมาชิกของกลุ่ม Académie Chirurgical เป็นบุคคลที่คิดค้นการทำงานของเครื่องกิโยติน โดยเครื่องกิโยตินตอนแรกได้ใช้ชื่อว่า หลุยซอง (Louison) หรือ หลุยเซท (Louisette) แต่ได้ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น "กิโยติน" ตามชื่อของ ดร. โจเซฟ-อิกเนซ กิโยติน (Joseph-Ignace Guillotin) แพทย์ชาวฝรั่งเศส เป็นผู้เสนอแนะการประหารชีวิตโดยการตัดคอ ภายหลัง ดร.กิโยติน ได้เปลี่ยนนามสกุล เนื่องจากไม่ต้องการใช้ชื่อสกุล เป็นคำเดียวกับวิธีการประหารชีวิต
ดร.กิโยติน
การใช้เครื่องกิโยตินแทนการประหารชีวิตแบบเก่า โดยเหตุผลว่าเป็นการประหารชีวิตของมนุษย์ ก่อนการปฏิวัติฝรั่งเศสผู้มีชื่อเสียงจะถูกตัดคอโดยดาบหรือขวาน ในขณะที่ชาวบ้านทั่วไปจะถูกแขวนคอ หรือวิธีการประหลาดต่างๆ ในช่วงของยุคกลาง(เช่น ถูกเผา หรือมัดกับล้อไม้) ในการตัดคอหลายครั้งที่ การตัดคอไม่สำเร็จในดาบแรก ซึ่งทำให้เกิดการทรมานต่อผู้ถูกประหารชีวิต ซึ่งการใช้กิโยตินจะทำให้ผู้ถูกประหารชีวิตเจ็บปวดน้อยที่สุด ในช่วงปฎิวัติฝรั่งเศส มีผู้ถูกประหารชีวิตด้่วยกิโยตินอย่างน้อย 20,000 คน โดยการประหารด้วยกิโยตินถือเป็นที่สนใจของบุคคลทั่วไปเช่นกัน
กิโยตินถือเป็นเครื่องประหารชนิดเดียวที่ถูกกฎหมายจนกระทั่ง การยกเลิกกฎหมายประหารชีวิตในปี พ.ศ. 2424 (ค.ศ. 1981) โดยบุคคลสุดท้ายที่ถูกประหารชีวิตด้วยกิโยตินคือ ยูจีน เว็ดแมนน์ (Eugene Weidmann) ฆาตกรสังหารผู้อื่น 5 ศพ โดยถูกตัดหัวเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2482 (ค.ศ. 1939) เวลา 16:32 ภายนอกคุก Saint-Pierre rue Georges Clemenceau 5 ที่เมืองแวร์ซายส์
การเหยียดสีผิวและเชื้อชาติ
หนึ่งปีในฝรั่งเศส : การเหยียดผิว
เรื่องการเหยียดสีผิวและเชื้อชาติ
คำถามพบบ่อยที่ถือเป็นเรื่องซีเรียสอีกเรื่องหนึ่งคือ “ประเทศที่เรากำลังจะไปอยู่นั้น มีพวกเหยียดสีผิว หรือพวกชิงชังคนต่างชาติ (Racialism) บ้างไหม”
ต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่า มนุษย์เราทุกชาตินั้น มีความแตกต่างหลากหลายกันไปแต่ละคน เราคงไม่อาจหาข้อสรุปได้ง่ายๆ ว่าคนชาตินั้นชาตินี้เหยียดชาติเหยียดผิวหรือไม่ เพราะต่างคนก็ต่างกันไป แต่จะมากจะน้อยหรือไม่นั่นอีกเรื่องหนึ่ง และความเป็นจริงที่เจ็บแสบอีกอย่างหนึ่ง คือว่า มนุษยชนทุกชาติ ล้วนชอบแต่จะเหยียดเชื้อชาติที่ตนเห็นว่าต่ำกว่าหรือด้อยกว่าทั้งสิ้น ไม่มียกเว้น ... คนฝรั่งขาวเหยียดคนดำ คนดำกับฝรั่งเหยียดคนเอเชีย คนเอเชียที่รวย เหยียดคนเอเชียที่จน คนจีนเมืองชั่งไก่ (เซี่ยงไฮ้) ดูถูกคนจีนเมืองอื่นๆ คนไทย ดูถูกประเทศเพื่อนบ้านเกือบหมด ถึงขนาดเอาชื่อเชื้อชาติๆหนึ่ง มาใช้เป็นคำเหยียดหยามรสนิยม (ที่ผมว่าเลวกว่าฝรั่งเหยียดผิวอีก) กระทั่งชาวเขาเผ่าหนึ่ง ก็จะเหยียดชาวเขาอีกเผ่าหนึ่งว่าด้อยปั๊ดตะนากว่าตน ... นี่เป็นเรื่องจริงที่เคยไปพบมา
ดังนั้นก็จงทำใจ และมองว่าการเหยียดผิดและการเหยียดเชื้อชาติ เป็นเรื่องที่อาจจะมีและอาจพบเจอได้ทั้งโลก หากท่านได้พบผู้ที่จิตใจยังไม่เจริญเท่าที่ควร
ดังนั้นก็จงทำใจ และมองว่าการเหยียดผิดและการเหยียดเชื้อชาติ เป็นเรื่องที่อาจจะมีและอาจพบเจอได้ทั้งโลก หากท่านได้พบผู้ที่จิตใจยังไม่เจริญเท่าที่ควร
สำหรับประเทศฝรั่งเศสนั้นแต่ดั้งเดิมมาไม่มีวัฒนธรรมเหยียดผิว เพราะประเทศนี้ค่อนข้างอยู่กันมานานโดยกลมกลืนกับคนต่างสีผิว เนื่องจากประเทศนี้มีอาณานิคมมาก และคนในอาณานิคมก็ถือเป็นคนฝรั่งเศส แม้อาณานิคมนั้นจะล่มไปเกือบหมด แต่คนในบังคับเดิมที่ไม่อยากเป็นเอกราชก็ขอมาเป็นคนฝรั่งเศสอยู่ฝรั่งเศส เราจึงได้เจอคนฝรั่งเศสขาวแบบฝรั่งแท้ คนฝรั่งเศสดำเหมือนพวกนักฟุตบอล ที่มีเชื้อชาติจากแอฟริกากลางและใต้ เช่นแคเมอรูนและเซเนกัล ฝรั่งเศสแดง ซึ่งหมายถึงคนเชื้อชาติแอฟริกาเหนือ เช่นพวกโมร๊อคโค ตูนิสเซีย และคนฝรั่งเศสชนิดหน้าเหมือนคนไทย คือคนเชื้อชาติลาวและกัมพูชานั่นเอง
แม้ฝรั่งเศสจะมีพรรคบ้าชาตินิยมอยู่พรรคหนึ่งที่มีนโยบายต่อต้านคนต่างชาติ แต่โดยทั่วไปแล้วคนฝรั่งเศสไม่ค่อยจะเหยียดสีผิว นอกจากบางคนชอบเหยียดคนต่างชาติอยู่บ้าง ซึ่งก็อย่างที่ผมบอกไปตอนต้น มันเป็นเรื่องธรรมดา อีกอย่าง คือคนฝรั่งเศสจะไม่อยากคุยกับคนต่างชาติที่ไม่พูดภาษาฝรั่งเศส ดังนั้นถ้าคุณพูดภาษาฝรั่งเศสได้ เขาจะเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือเลยทีเดียว
แต่อย่างไรก็ตาม ในช่วงห้าปีที่ผ่านมา มีปรากฏการณ์ที่ทำให้คนฝรั่งเศสเริ่มเปลี่ยนไปในทางที่แย่ลงเกี่ยวกับคนต่างชาติ คือ การเจริญเติบโตและยิ่งใหญ่ของเอเชีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือจีนในช่วงห้าหกปีที่ผ่านมา สินค้าจีนเข้ามาตีตลาดในยุโรปได้มากขึ้น รวมทั้งอุตสาหกรรมของฝรั่งเศสก็ย้ายฐานการผลิตไปผลิตที่จีนกันมาก เนื่องจากต้องกการลดต้นทุน สิ่งนี้เกิดผลกระทบสองทาง คือทำให้อุตสาหกรรมขนาดกลางและเล็กของฝรั่งเศสต้องปิดตัวลง เพราะไม่สามารถแข่งขันกับสินค้าจีนได้ ส่วนอุตสาหกรรมใหญ่ๆ ก็อย่างที่ว่า ย้ายฐานการผลิต และปิดโรงงานของตนในฝรั่งเศสลงไปจำนวนมาก ทั้งสองทางเป็นเหตุที่ส่งผลลัพท์ออกมาเหมือนๆกัน คือ คนฝรั่งเศสจำนวนมากต้องตกงาน และอัตราการว่างงานของเด็กที่เรียนจบสูงขึ้นมากจนน่าวิตก เป็นอันดับหนึ่งของยุโรปแล้ว คือตอนนี้ตกประมาณสิบกว่าๆเปอร์เซ็นต์
คนฝรั่งเศสที่ตกงาน หรือหางานไม่ได้นั้น ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มแรงงาน คือคนงานตามโรงงาน หรือเสมียนสำนักงานที่ไม่มีทักษะพิเศษ เนื่องจากคนฝรั่งเศสจริงๆ บางคนเรียนถึงแค่สอบผ่านประกาศนียบัตรมัธยมปลาย (เรียกว่า บั๊ค – Baccalauréat) หรือภาคบังคับในสมัยก่อนก็หางานทำได้ไม่จำเป็นต้องไต่เต้าถึงมหาวิทยาลัย เนื่องจากรัฐสวัสดิการที่ดีและช่องว่างทางสังคมที่น้อย ทำให้มีงานการทำมีบ้านมีรถอยู่ไปตามอรรถภาพโดยไม่ต้องดิ้นรนจนเกินไปทั้งเรื่องงานและการศึกษา แต่เมื่อเกิดความเปลี่ยนแปลงดังที่ว่า คนกลุ่มนี้ก็ตกงานกันขึ้น หรือเด็กที่เรียนจบมัธยมปลายหรือมหาวิทยาลัยที่ไม่มีความสามารถพิเศษหรือไม่ใช่สายงานเฉพาะ ก็จะหางานทำได้ยากขึ้น
คนกลุ่มนี้บางคนเป็นพวกที่คิดว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับตนเป็นความผิดของคนอื่น แน่นอนคนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นคนที่พื้นฐานความคิดและสติปัญญาไม่สูงนัก ดังนั้นเมื่อตกงาน (ซึ่งบางทีไม่เกี่ยวกับปัญหาเรื่องที่ว่าหรอก ทำงานห่วยเขาก็ให้ออกก็มี) ก็โทษว่า เพราะพวกคนจีนนี่แหละ ทำให้ตูตกงาน นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่นอีกเล็กๆ เช่น ตอนนี้ที่ฝรั่งเศสกำลังคล้ายๆเมืองไทยอย่าง คือ “เห่อจีน” มีการสอนภาษาจีนในโรงเรียน แฟชั่นจีนอินเทรนไปเมื่อปีก่อนโน้น (มีผ้าลายจีน หรือกี่เพ้าสำหรับเด็กขายในคาร์ฟูด้วย) ช่วงตรุษจีนปีนี้ห้างสรรพสินค้าบางแห่งมีโปรโมชั่น รวมทั้งกระแสของนักท่องเที่ยวชาวจีนที่เริ่มหลั่งไหลมาฝรั่งเศส หอไอเฟลต้องจัดคนพูดภาษาจีนไว้ด้วย ฯลฯ มันก็ธรรมดา มากไปก็มีบางคนหมั่นไส้กระแสจีนเข้าเสีย
เมื่อคนกลุ่มนี้มีมากขึ้นเพราะปัญหาทางเศรษฐกิจดังกล่าวและการเปลี่ยนแปลงทางสังคมเช่นนี้ พวก Rasime ที่ต่อต้านคนจีน (ที่พ่วงเอาคนเอเชียที่หน้าคล้ายๆ ชาวจีนเข้าไปด้วย) จึงเริ่มเพิ่มมากขึ้นในฝรั่งเศส แม้จะไม่มากจนพบได้ง่ายๆ หรือเดินตามถนนแล้วโดนเอาไข่ปา แต่ก็ถือว่า “มี” อยู่ ซึ่งถ้าเจออะไรแปลกๆ ก็ต้องระวังไว้ การเลือกปฏิบัตินั้นมีอยู่และมีจริง หรือคนแสดงความไม่เป็นมิตรเพราะเราเป็นคนเอเชียหรือหน้าเหมือนคนจีน เช่นผมเองเคยถูกคนข้างห้องตะวาดว่า “ไอ้งั่ง” ทั้งๆที่ทักทายเขาดีๆตามมารยาท
แม้ฝรั่งเศสจะมีพรรคบ้าชาตินิยมอยู่พรรคหนึ่งที่มีนโยบายต่อต้านคนต่างชาติ แต่โดยทั่วไปแล้วคนฝรั่งเศสไม่ค่อยจะเหยียดสีผิว นอกจากบางคนชอบเหยียดคนต่างชาติอยู่บ้าง ซึ่งก็อย่างที่ผมบอกไปตอนต้น มันเป็นเรื่องธรรมดา อีกอย่าง คือคนฝรั่งเศสจะไม่อยากคุยกับคนต่างชาติที่ไม่พูดภาษาฝรั่งเศส ดังนั้นถ้าคุณพูดภาษาฝรั่งเศสได้ เขาจะเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือเลยทีเดียว
แต่อย่างไรก็ตาม ในช่วงห้าปีที่ผ่านมา มีปรากฏการณ์ที่ทำให้คนฝรั่งเศสเริ่มเปลี่ยนไปในทางที่แย่ลงเกี่ยวกับคนต่างชาติ คือ การเจริญเติบโตและยิ่งใหญ่ของเอเชีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือจีนในช่วงห้าหกปีที่ผ่านมา สินค้าจีนเข้ามาตีตลาดในยุโรปได้มากขึ้น รวมทั้งอุตสาหกรรมของฝรั่งเศสก็ย้ายฐานการผลิตไปผลิตที่จีนกันมาก เนื่องจากต้องกการลดต้นทุน สิ่งนี้เกิดผลกระทบสองทาง คือทำให้อุตสาหกรรมขนาดกลางและเล็กของฝรั่งเศสต้องปิดตัวลง เพราะไม่สามารถแข่งขันกับสินค้าจีนได้ ส่วนอุตสาหกรรมใหญ่ๆ ก็อย่างที่ว่า ย้ายฐานการผลิต และปิดโรงงานของตนในฝรั่งเศสลงไปจำนวนมาก ทั้งสองทางเป็นเหตุที่ส่งผลลัพท์ออกมาเหมือนๆกัน คือ คนฝรั่งเศสจำนวนมากต้องตกงาน และอัตราการว่างงานของเด็กที่เรียนจบสูงขึ้นมากจนน่าวิตก เป็นอันดับหนึ่งของยุโรปแล้ว คือตอนนี้ตกประมาณสิบกว่าๆเปอร์เซ็นต์
คนฝรั่งเศสที่ตกงาน หรือหางานไม่ได้นั้น ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มแรงงาน คือคนงานตามโรงงาน หรือเสมียนสำนักงานที่ไม่มีทักษะพิเศษ เนื่องจากคนฝรั่งเศสจริงๆ บางคนเรียนถึงแค่สอบผ่านประกาศนียบัตรมัธยมปลาย (เรียกว่า บั๊ค – Baccalauréat) หรือภาคบังคับในสมัยก่อนก็หางานทำได้ไม่จำเป็นต้องไต่เต้าถึงมหาวิทยาลัย เนื่องจากรัฐสวัสดิการที่ดีและช่องว่างทางสังคมที่น้อย ทำให้มีงานการทำมีบ้านมีรถอยู่ไปตามอรรถภาพโดยไม่ต้องดิ้นรนจนเกินไปทั้งเรื่องงานและการศึกษา แต่เมื่อเกิดความเปลี่ยนแปลงดังที่ว่า คนกลุ่มนี้ก็ตกงานกันขึ้น หรือเด็กที่เรียนจบมัธยมปลายหรือมหาวิทยาลัยที่ไม่มีความสามารถพิเศษหรือไม่ใช่สายงานเฉพาะ ก็จะหางานทำได้ยากขึ้น
คนกลุ่มนี้บางคนเป็นพวกที่คิดว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับตนเป็นความผิดของคนอื่น แน่นอนคนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นคนที่พื้นฐานความคิดและสติปัญญาไม่สูงนัก ดังนั้นเมื่อตกงาน (ซึ่งบางทีไม่เกี่ยวกับปัญหาเรื่องที่ว่าหรอก ทำงานห่วยเขาก็ให้ออกก็มี) ก็โทษว่า เพราะพวกคนจีนนี่แหละ ทำให้ตูตกงาน นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่นอีกเล็กๆ เช่น ตอนนี้ที่ฝรั่งเศสกำลังคล้ายๆเมืองไทยอย่าง คือ “เห่อจีน” มีการสอนภาษาจีนในโรงเรียน แฟชั่นจีนอินเทรนไปเมื่อปีก่อนโน้น (มีผ้าลายจีน หรือกี่เพ้าสำหรับเด็กขายในคาร์ฟูด้วย) ช่วงตรุษจีนปีนี้ห้างสรรพสินค้าบางแห่งมีโปรโมชั่น รวมทั้งกระแสของนักท่องเที่ยวชาวจีนที่เริ่มหลั่งไหลมาฝรั่งเศส หอไอเฟลต้องจัดคนพูดภาษาจีนไว้ด้วย ฯลฯ มันก็ธรรมดา มากไปก็มีบางคนหมั่นไส้กระแสจีนเข้าเสีย
เมื่อคนกลุ่มนี้มีมากขึ้นเพราะปัญหาทางเศรษฐกิจดังกล่าวและการเปลี่ยนแปลงทางสังคมเช่นนี้ พวก Rasime ที่ต่อต้านคนจีน (ที่พ่วงเอาคนเอเชียที่หน้าคล้ายๆ ชาวจีนเข้าไปด้วย) จึงเริ่มเพิ่มมากขึ้นในฝรั่งเศส แม้จะไม่มากจนพบได้ง่ายๆ หรือเดินตามถนนแล้วโดนเอาไข่ปา แต่ก็ถือว่า “มี” อยู่ ซึ่งถ้าเจออะไรแปลกๆ ก็ต้องระวังไว้ การเลือกปฏิบัตินั้นมีอยู่และมีจริง หรือคนแสดงความไม่เป็นมิตรเพราะเราเป็นคนเอเชียหรือหน้าเหมือนคนจีน เช่นผมเองเคยถูกคนข้างห้องตะวาดว่า “ไอ้งั่ง” ทั้งๆที่ทักทายเขาดีๆตามมารยาท
ซึ่งบางที, พูดก็พูดเถอะ คนจีนและคนเอเชียอย่างเราๆ ส่วนใหญ่เป็นผู้มีสัญชาติญาณการเอาตัวรอดและรักษาประโยชน์ของตัวเองค่อนข้างสูง จนบางครั้งหมิ่นเหม่ต่อการ “ล้ำเส้น” (หรือพูดแรงๆว่า “โกง”) เจ้าของประเทศเขาเสียให้อย่างนั้น เช่น เพื่อนจีนคนหนึ่ง พูดอวดขึ้นมากลางห้องเรียนว่า สามารถขอความช่วยเหลือค่าเช่าบ้านได้มากขึ้น หากแชร์บ้านกับเพื่อนแล้วแจ้งว่าเป็นคู่ขาที่อยู่กินกัน (ตามกฎหมายฝรั่งเศสยอมรับความสัมพันธ์ในการอยู่ร่วมกันแต่ไม่แต่งงานกันว่าเป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ไม่ว่าจะเพศเดียวกันหรือเพศตรงข้าม เรียกว่า Concubinas ซึ่งรัฐจะให้ความช่วยเหลือด้วยเพราะถือว่าเป็นเหมือนครอบครัวระดับต้น) จนกระทั่งครูผู้สอน แกพูดแดกๆ ว่า “เออ ดีนี่หว่า คนต่างชาติแบบพวกเธอช่วยกันต้มรัฐบาลฝรั่งเศส” ซึ่งสิ่งเหล่านี้ ถ้าเจ้าของประเทศรู้แล้วเขาก็ย่อมไม่พอใจเป็นธรรมดา อันนี้ต้องลองคิดแบบใจเขาใจเรา
ปัญหาอีกอย่างของคนเอเชียเรา โดยเฉพาะเอเชียฝั่งรวยคือญี่ปุ่นหรือเกาหลี คือ ยินดีจ่ายตังค์ แต่ไม่ชอบต่อปากต่อคำหรือมีปัญหา ทั้งนี้อาจจะเพราะนิสัยที่ไม่อยากมีเรื่องหรือยังพูดไม่คล่องก็ไม่ทราบ ทำให้พวกฝรั่งบางคนนิยมเอาเปรียบคนเอเชีย เพราะมองว่าหมู อันนี้ผมเคยเจอกับตัวเมื่อมาอยู่ใหม่ๆ ได้ห้าวัน ผมไปซื้อนมสดที่ซูปเปอร์มาเก็ต มันจะมีนมจวนหมดอายุที่ลดราคาลงไปครึ่งหนึ่ง แต่ต้องกินภายในสามวันซึ่งผมกินทันอยู่แล้ว จ่ายแพงกว่าทำไม แต่ตอนเอาไปคิดเงิน อีตาแคชเชียร์ดันไม่สแกนป้ายลดราคา ทำให้ราคากลายเป็นราคาเดิมที่ไม่ได้ลด คิดเงินจนเสร็จแล้ว เพื่อนเขาก็ทักว่า “นี่คุณไม่ได้คิดราคาลดนี่” อีตาแคชเชียร์คนนั้นคงขี้เกียจแก้ เพราะเท่ากับต้องทำบิลใหม่ เขาก็เลยบอกกับเพื่อน (ซึ่งผมฟังออก) ว่า “ช่างเหอะ อีตาเอเชียนี่ไม่รู้อะไรหรอก”
ที่เจ็บใจคือ ตอนนั้นภาษาผมไม่ดีพอที่จะเถียง อาจจะเพราะกำลังตื่นที่ใหม่ด้วยมั้ง ทั้งที่พูดง่ายๆก็ได้ว่า “ราคาไม่ใช่ ... หรือ” แต่ตอนนั้นก็นึกไม่ออก นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า อย่าคิดว่าฝรั่งมันจะแฟร์ไปเสียทั้งหมด ถ้ามีอะไรก็ให้โวยได้ มันจะเกรงใจเรา พูดไม่เป็นก็ผูกประโยคง่ายๆไว้ก่อนก็ได้ แต่ขอให้เถียง !!! อย่าไปยอมเขา
ปัญหาอีกอย่างของคนเอเชียเรา โดยเฉพาะเอเชียฝั่งรวยคือญี่ปุ่นหรือเกาหลี คือ ยินดีจ่ายตังค์ แต่ไม่ชอบต่อปากต่อคำหรือมีปัญหา ทั้งนี้อาจจะเพราะนิสัยที่ไม่อยากมีเรื่องหรือยังพูดไม่คล่องก็ไม่ทราบ ทำให้พวกฝรั่งบางคนนิยมเอาเปรียบคนเอเชีย เพราะมองว่าหมู อันนี้ผมเคยเจอกับตัวเมื่อมาอยู่ใหม่ๆ ได้ห้าวัน ผมไปซื้อนมสดที่ซูปเปอร์มาเก็ต มันจะมีนมจวนหมดอายุที่ลดราคาลงไปครึ่งหนึ่ง แต่ต้องกินภายในสามวันซึ่งผมกินทันอยู่แล้ว จ่ายแพงกว่าทำไม แต่ตอนเอาไปคิดเงิน อีตาแคชเชียร์ดันไม่สแกนป้ายลดราคา ทำให้ราคากลายเป็นราคาเดิมที่ไม่ได้ลด คิดเงินจนเสร็จแล้ว เพื่อนเขาก็ทักว่า “นี่คุณไม่ได้คิดราคาลดนี่” อีตาแคชเชียร์คนนั้นคงขี้เกียจแก้ เพราะเท่ากับต้องทำบิลใหม่ เขาก็เลยบอกกับเพื่อน (ซึ่งผมฟังออก) ว่า “ช่างเหอะ อีตาเอเชียนี่ไม่รู้อะไรหรอก”
ที่เจ็บใจคือ ตอนนั้นภาษาผมไม่ดีพอที่จะเถียง อาจจะเพราะกำลังตื่นที่ใหม่ด้วยมั้ง ทั้งที่พูดง่ายๆก็ได้ว่า “ราคาไม่ใช่ ... หรือ” แต่ตอนนั้นก็นึกไม่ออก นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า อย่าคิดว่าฝรั่งมันจะแฟร์ไปเสียทั้งหมด ถ้ามีอะไรก็ให้โวยได้ มันจะเกรงใจเรา พูดไม่เป็นก็ผูกประโยคง่ายๆไว้ก่อนก็ได้ แต่ขอให้เถียง !!! อย่าไปยอมเขา
และสุดท้ายนี้ คือคำแนะนำเพื่อหลีกเลี่ยงที่จะถูก Racisme โดยไม่จำเป็น ซึ่งน่าจะใช้กับประเทศอื่นด้วยไม่เฉพาะฝรั่งเศส
- พยายามเรียนรู้วัฒนธรรมของเขาให้มากๆ อย่าพยายามทำตัวให้แปลกแยกแตกต่างจากเขาโดยไม่จำเป็น
- อย่ายกตนข่มท่านในเรื่องเชื้อชาติ แม้เราจะเห็นว่าฝรั่งโง่กว่าเราแต่ไม่ต้องไปบอกเขาก็ได้ อย่าอวดอ้างความยิ่งใหญ่ของประเทศตน เขาจะหมั่นไส้เอา (อันนี้ไม่ค่อยมีปัญหาเพราะคนไทยไม่ค่อยเป็น)
บางครั้งคนฝรั่งเศสบางคนชอบเล่าเรื่องตลก หรือวิจารณ์คนชาติตัวเอง เราตลกกับเขาก็ได้ แต่อย่าไปผสมโรง
- อย่าเอาเปรียบเจ้าของประเทศให้เขารู้หรือจับได้ (ไม่รู้ไม่เป็นไร) เช่น การหนีภาษีโทรทัศน์ หรือการโกง CAF (ที่เล่าให้ฟังไป) การโกงบัตรลดค่าโดยสารรถไฟ หรือการขึ้นรถเมล์แล้วไม่ตอกตั๋วหรือมั่วนิ่มใช้ตั๋วเก่า อย่าเอาเรื่องแบบนี้มาอวดในที่สาธารณะ (และมีคนฝรั่งเศสอยู่) ไม่ดีหรอก นึกถึงหลักใจเขาใจเราบ้าง ว่าถ้ามีคนมาโกงภาษีกับรัฐบาลไทยแล้วมาอวดให้เราฟังเราจะรู้สึกอย่างไร อีกเรื่องที่คนไทยเราชอบเผลอ คือเรื่องการใช้สินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ หรือการไปดาวน์โหลดข้าวของมาฟรีๆจากอินเทอร์เน็ท อันนี้รู้เอง ใช้เอง คุยกันเองได้ แต่อย่าไปอวดกับฝรั่ง ทั้งๆที่พวกเขาก็ทำ แต่ถ้าพวกเราทำ เขาจะรู้สึกว่าเรากำลังเอาเปรียบทรัพย์สินทางปัญญาของพวกเขาซะงั้น
- ถ้าใครถามสัญชาติ ตอบไปตามตรงว่าเป็นคนไทย (เคยเจอคนแปลกๆบางคนไม่ชอบบอกว่าตัวเองเป็นคนไทยนะ) เพราะเมืองไทยในสายตาคนฝรั่งเศสค่อนข้างกลางๆ คือไม่ใช่ประเทศที่ร่ำรวย หรือกำลังจะรวยจนน่าอิจฉา แต่ก็ไม่ใช่ประเทศยากจนข้นแค้นที่น่าสงสาร ส่วนใหญ่คนฝรั่งเศสจะรู้จักประเทศไทยในฐานะของดินแดนท่องเที่ยวที่มีพระอาทิตย์ตลอดปี ประเทศซวยที่โดนสึนามิกลืนหาดสวยๆไป ไม่มากไปกว่านั้น บางทีอาจจะเจอฝรั่งชอบเมืองไทย ชอบดูหนังไทย (ที่มีขายใน FNAC) หรือกินอาหารไทย หรือมีความประทับใจกับประเทศไทยเขาจะมาคุยด้วยอย่างดี ผมเคยเจอกระทั่งฝรั่งบอกว่ารู้จักในหลวงกับพระราชินี รู้จักจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยว่าตั้งตามพระนามของพระมหากษัตริย์ ซึ่งทำให้ได้รู้ว่าฝรั่งที่สนใจเรื่องอะไรเขาจะสนใจจริงๆ
อนึ่ง หากเคราะห์หามยามซวยก็อาจจะไปเจอฝรั่งบ้ากามก็จะนึกถึงแต่เรื่องอย่างว่า ซึ่งก็อย่าไปต่อล้อต่อเถียงกับเขาดีกว่า เพราะเราจะเถียงไม่ชนะหรอก !
- แสดงความชื่นชมกับเจ้าของประเทศและวัฒนธรรมของเขาพอชูรส ไม่ต้องมากไปและไม่ต้องบอกว่าดีกว่าบ้านเราด้วย ให้เขารู้สึกว่าเราเป็นแขกที่ดี
- อย่ายกตนข่มท่านในเรื่องเชื้อชาติ แม้เราจะเห็นว่าฝรั่งโง่กว่าเราแต่ไม่ต้องไปบอกเขาก็ได้ อย่าอวดอ้างความยิ่งใหญ่ของประเทศตน เขาจะหมั่นไส้เอา (อันนี้ไม่ค่อยมีปัญหาเพราะคนไทยไม่ค่อยเป็น)
บางครั้งคนฝรั่งเศสบางคนชอบเล่าเรื่องตลก หรือวิจารณ์คนชาติตัวเอง เราตลกกับเขาก็ได้ แต่อย่าไปผสมโรง
- อย่าเอาเปรียบเจ้าของประเทศให้เขารู้หรือจับได้ (ไม่รู้ไม่เป็นไร) เช่น การหนีภาษีโทรทัศน์ หรือการโกง CAF (ที่เล่าให้ฟังไป) การโกงบัตรลดค่าโดยสารรถไฟ หรือการขึ้นรถเมล์แล้วไม่ตอกตั๋วหรือมั่วนิ่มใช้ตั๋วเก่า อย่าเอาเรื่องแบบนี้มาอวดในที่สาธารณะ (และมีคนฝรั่งเศสอยู่) ไม่ดีหรอก นึกถึงหลักใจเขาใจเราบ้าง ว่าถ้ามีคนมาโกงภาษีกับรัฐบาลไทยแล้วมาอวดให้เราฟังเราจะรู้สึกอย่างไร อีกเรื่องที่คนไทยเราชอบเผลอ คือเรื่องการใช้สินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ หรือการไปดาวน์โหลดข้าวของมาฟรีๆจากอินเทอร์เน็ท อันนี้รู้เอง ใช้เอง คุยกันเองได้ แต่อย่าไปอวดกับฝรั่ง ทั้งๆที่พวกเขาก็ทำ แต่ถ้าพวกเราทำ เขาจะรู้สึกว่าเรากำลังเอาเปรียบทรัพย์สินทางปัญญาของพวกเขาซะงั้น
- ถ้าใครถามสัญชาติ ตอบไปตามตรงว่าเป็นคนไทย (เคยเจอคนแปลกๆบางคนไม่ชอบบอกว่าตัวเองเป็นคนไทยนะ) เพราะเมืองไทยในสายตาคนฝรั่งเศสค่อนข้างกลางๆ คือไม่ใช่ประเทศที่ร่ำรวย หรือกำลังจะรวยจนน่าอิจฉา แต่ก็ไม่ใช่ประเทศยากจนข้นแค้นที่น่าสงสาร ส่วนใหญ่คนฝรั่งเศสจะรู้จักประเทศไทยในฐานะของดินแดนท่องเที่ยวที่มีพระอาทิตย์ตลอดปี ประเทศซวยที่โดนสึนามิกลืนหาดสวยๆไป ไม่มากไปกว่านั้น บางทีอาจจะเจอฝรั่งชอบเมืองไทย ชอบดูหนังไทย (ที่มีขายใน FNAC) หรือกินอาหารไทย หรือมีความประทับใจกับประเทศไทยเขาจะมาคุยด้วยอย่างดี ผมเคยเจอกระทั่งฝรั่งบอกว่ารู้จักในหลวงกับพระราชินี รู้จักจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยว่าตั้งตามพระนามของพระมหากษัตริย์ ซึ่งทำให้ได้รู้ว่าฝรั่งที่สนใจเรื่องอะไรเขาจะสนใจจริงๆ
อนึ่ง หากเคราะห์หามยามซวยก็อาจจะไปเจอฝรั่งบ้ากามก็จะนึกถึงแต่เรื่องอย่างว่า ซึ่งก็อย่าไปต่อล้อต่อเถียงกับเขาดีกว่า เพราะเราจะเถียงไม่ชนะหรอก !
- แสดงความชื่นชมกับเจ้าของประเทศและวัฒนธรรมของเขาพอชูรส ไม่ต้องมากไปและไม่ต้องบอกว่าดีกว่าบ้านเราด้วย ให้เขารู้สึกว่าเราเป็นแขกที่ดี
ลองนึกภาพว่าถ้าเรามีบ้าน แล้วมีแขกมาบ้าน เราอยากให้แขกทำอะไร และไม่อยากให้แขกทำอะไรเอาไว้ ก็พอจะอยู่กับเจ้าของประเทศไปได้โดยเขาไม่รังเกียจรังชังกระมัง
โดยสรุป ถ้าผ่านพ้นความยากของกำแพงภาษา ประเทศฝรั่งเศสเป็น “เมืองฝรั่ง” ที่ค่อนข้างน่าอยู่ เพราะนิสัยคนฝรั่งเศสนั้นเป็นคนง่ายๆ ไม่เคร่งเครียดหรือวินัยจัด ไม่มากเรื่องหรือดูถูกคน ไม่ได้โกลาหลแบบไร้ระเบียบ และก็มีวัฒนธรรมที่งามซึ่งให้เกียรติเพื่อนมนุษย์ และไม่ค่อยมีปัญหาก่อการร้ายเหมือนหลายๆประเทศ ไม่เหยียดสีผิวหรือเชื้อชาติจนเป็นปัญหา ค่าครองชีพก็ไม่สูงนักถ้าเทียบกับเมืองฝรั่งอื่นๆ ค่าเล่าเรียนถูกเหมือนได้เปล่า มีสวัสดิการดีที่ไม่แบ่งว่าเป็นคนฝรั่งเศสหรือคนต่างชาติ ถ้าสามารถเข้าใจและปรับตัว เราจะสามารถอยู่ในประเทศนี้ได้อย่างมีความสุขจนจบภารกิจของท่าน และเดินทางกลับบ้านเกิดเมืองนอน
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)